<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="zh-Hans">
	<id>https://www.dhamma.cn/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Kelly</id>
	<title>Dhamma.cn - 用户贡献 [zh-hans]</title>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="https://www.dhamma.cn/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Kelly"/>
	<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/luangpor/%E7%89%B9%E6%AE%8A:%E7%94%A8%E6%88%B7%E8%B4%A1%E7%8C%AE/Kelly"/>
	<updated>2026-04-04T18:57:23Z</updated>
	<subtitle>用户贡献</subtitle>
	<generator>MediaWiki 1.39.1</generator>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10952</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10952"/>
		<updated>2025-04-11T12:33:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0-%E6%B1%82%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-_2023%E5%B9%B412%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10951</id>
		<title>《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0-%E6%B1%82%E6%B3%95%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-_2023%E5%B9%B412%E6%9C%8823%E6%97%A5&amp;diff=10951"/>
		<updated>2025-04-11T12:32:31Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ {{页面横幅-Thai}}   แสวงหาธรรมะ  จะหมดปีแล้ว เหลืออีกไม่กี่วัน สิ้นปีแล้ว อาทิตย์เดียว ปีหนึ่งเร็ว อายุเฉลี่ยของคนตอนนี้ 75 ปีประมาณนี้ เผลอแป๊บเดียวก็หมดแล้ว คนส่วนใหญ่ตกอยู่…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แสวงหาธรรมะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะหมดปีแล้ว เหลืออีกไม่กี่วัน สิ้นปีแล้ว อาทิตย์เดียว ปีหนึ่งเร็ว อายุเฉลี่ยของคนตอนนี้ 75 ปีประมาณนี้ เผลอแป๊บเดียวก็หมดแล้ว คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในความประมาท ไม่มีใครเคยคิดว่า เราอาจจะตายเดี๋ยวนี้ ตายตอนนี้ วันนี้ ส่วนใหญ่ก็จะพยายามไม่คิดกัน จะรู้สึกคิดแล้วไม่เป็นมงคล ยังคิดแต่ว่าจะต้องอยู่อีกนานๆ นี้เรียกว่าประมาท ถ้าเราวางใจของเราให้ดี คิดดูสมมติว่าเราจะต้องตายวันนี้ เราอยากทำอะไรวันนี้ หรือจะตายพรุ่งนี้ เวลาที่เหลือจะทำอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนอาจจะกินเหล้าให้เพลินไปเลย ทำเลวให้สุดขีด อันนั้นพวกมิจฉาทิฏฐิ เขาก็คิดกันอย่างนั้น ก็คิดว่าชีวิตนี้ความตายก็คือจุดสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนตายก็หาความสุขให้เต็มที่ อยากทำอะไรก็ทำ พวกเราชาวพุทธเราไม่ได้คิดอย่างนั้น อันนั้นมันมิจฉาทิฏฐิ ความตายมันก็แค่เหมือนละครเปลี่ยนฉาก เดี๋ยวก็ขึ้นฉากใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแสวงหาออกไปข้างนอกนั้นไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นก่อนที่เราจะตาย ก็รีบทำสิ่งที่มีประโยชน์ให้มากที่สุด ประโยชน์ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการปฏิบัติ อันนี้ในสายตาหลวงพ่อในทัศนคติหลวงพ่อ พวกเราอาจจะไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร หลวงพ่อตั้งแต่เด็กๆ มันมีความรู้สึกตลอดเวลา ตอนเด็กๆ ก็รู้สึกว่า เราอยู่กับพ่อแม่อยู่บ้านเกิด รู้ว่าอยู่ตรงนี้ชั่วคราว ย้ายบ้านกี่ครั้งๆ ก็รู้สึกว่าเราจะอยู่ตรงนี้ชั่วคราว เดี๋ยววันหนึ่งเราก็ต้องไปจากที่นี่ ใจมันรู้สึกอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะฉะนั้นมันจะไม่เกาะเกี่ยวผูกพันกับอดีต มันรู้ตรงนี้อยู่ประเดี๋ยวก็เลิกแล้ว คนๆ นี้เราเห็นอีกหน่อยก็ไม่เห็นแล้ว ใจมันรู้สึกอยู่เรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางทีไปซื้อบ้าน เราคิดว่าเราจะอยู่ตรงนี้ นี่คือบ้านที่แท้จริงของเราแล้ว ซื้อมาด้วยตัวเอง อยู่ไม่กี่วันก็รู้สึกตรงนี้ไม่ใช่ ย้ายบ้านกี่ครั้ง ซื้อบ้านกี่หลัง มันก็มีความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า มันยังไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเรา มาภาวนา ค่อยๆ ฝึกมาตั้งแต่ปี 2502 ในใจก็รู้สึกว่าทุกอย่างมันของชั่วคราว รู้สึกอย่างนั้น ฝึกมาเรื่อยๆ มาเข้ามาถึงจิตถึงใจตัวเอง แล้วถึงรู้ว่าบ้านจริงๆ ของเราอยู่ที่ไหน ตราบใดที่จิตยังแสวงหาอารมณ์อยู่ ก็ยังไม่เจอบ้านที่แท้จริงของตัวเอง ค่อยภาวนาก็จะเห็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่จิตไปรู้ไปเห็น มันของชั่วคราว พอเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตมันก็คลายความยึดถือ เข้าสู่ความสงบสันติ ภาวนานะ แล้ววันหนึ่งเราจะได้กลับบ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราเหมือนคนหลงทางนับภพนับชาติไม่ถ้วน เวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ แสวงหาอะไรสักอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ใจมันรู้สึกว่าของที่มีที่เป็นอยู่ ยังไม่ใช่ของจริง ใจมันก็เที่ยวแสวงหา คนทั่วไปมันก็แสวงหา มันแสวงหาออกไปข้างนอก หาทรัพย์สินเงินทอง หาคู่ หาชื่อเสียงเกียรติยศ ก็เที่ยวแสวงหา การแสวงหาอย่างนั้นมันไม่มีที่สิ้นสุดหรอก เพราะทุกอย่างมันชั่วคราว มันได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดไป ในโลกไม่มีอะไร มีแต่ธรรมะประจำโลก โลกธรรม 8 อย่าง ได้รับผลประโยชน์แล้วก็เสียผลประโยชน์ มีตำแหน่งหน้าที่ยศศักดิ์ แล้ววันหนึ่งก็สูญเสียไป มีคนนินทาว่าร้าย มันก็ไม่นินทาตลอด บางทีมันก็มีการสรรเสริญ มีความสุขแล้วก็มีความทุกข์ นี่ธรรมะประจำโลก ของแค่นี้มันหลอกให้เราเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราเที่ยวแสวงหาไปเรื่อยๆ หาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เมื่อเจอความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ทนไม่ได้ ก็อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่เป็นนิรันดร เราอยากได้ของนิรันดร ที่มันในสิ่งที่มันไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นหาเท่าไรมันก็หาไม่ได้ เที่ยวแสวงหาไปเรื่อยๆ แทนที่จะแสวงหาออกข้างนอก ให้เราแสวงหากลับเข้าข้างใน เข้ามาเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองไป ถ้าเราอยากพ้นทุกข์จริงๆ อยากพบบ้านที่แท้จริงของตัวเอง ให้ค้นคว้าพิจารณาเข้ามาภายใน โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเอง ทำกรรมฐานอย่าให้เกินกายออกไป รู้สึกอยู่ที่กายที่ใจของเรา ไม่ต้องออกเที่ยวแสวงหาข้างนอกหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างตอนนี้คนจีนมาที่นี่เยอะมาก แต่ละวันๆ คนจีนมาเยอะแยะเลย เขามาไกลจากเมืองจีน ถามว่ามาทำอะไร มาแสวงหาธรรมะ แล้วมันจะเจอไหม ไม่เจอหรอก ธรรมะไม่ได้อยู่เมืองไทย ธรรมะไม่ได้อยู่ที่วัดสวนสันติธรรม ธรรมะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อ ถ้ามาแสวงหาธรรมะที่หลวงพ่อ ก็ยังแสวงหาออกนอกอยู่ อยากเข้าใจธรรมะจริงๆ ให้ค้นคว้าเข้าไปในกายในใจของตัวเอง อย่าให้เกินร่างกายออกไป เรียนรู้ลงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อไปเรียนจากหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรกเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2525 ท่านบอกให้ดูจิตตัวเอง หลวงพ่อก็พยายามมาดู จิตอยู่ที่ไหน จิตต้องไม่อยู่ข้างนอก จิตต้องอยู่ในร่างกายนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โอปนยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เราจะเรียนกรรมฐาน เรียนไม่ให้เกินร่างกายออกไป ไม่หลงไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสิ่งที่สัมผัสภายนอก จะรู้อยู่ที่กาย รู้อยู่ที่จิตใจ อย่างร่างกายเราสัมผัสอากาศเย็น ร่างกายมันหนาว เราไม่ได้ไปเรียนที่อากาศเย็น เราเรียนที่ร่างกาย ก็ร่างกายมันหนาว ร่างกายเป็นตัวรูป มีธรรมชาติที่แตกสลายได้เพราะความร้อนความเย็นพวกนี้ เป็นธรรมชาติของรูป มันแตกสลายด้วยความร้อน ด้วยความเย็น เป็นต้น เขาบอกอย่างนี้ มีเป็นต้นด้วย อย่างอื่นก็ได้ เวลาเรียนกรรมฐาน อย่างอากาศเย็นมากระทบ ร่างกายเราทนไม่ไหว เราเห็นร่างกายนี้ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ เรียนเข้ามาตรงนี้ ไม่ใช่เรียนเรื่องอากาศข้างนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ได้ยินเสียง เมื่อก่อนอยู่เมืองกาญจน์ฯ ชาวบ้านจนแต่ชอบจัดงาน เวลามีงานทียอมกู้เงินไปจัดงาน จ้างเครื่องเสียงมา มีลำโพงตัวใหญ่ๆ เปิดทีหนึ่งแผ่นดินสะเทือน ตอนนั้นหลวงพ่ออยู่ที่สวนโพธิ์ฯ มันเป็นร่องของลมพอดีเลย ที่ไหนจัดงาน เสียงมันมาที่สวนโพธิ์ฯ ขนาดกระจกหน้าต่างสั่นกราวๆ โอ้ เสียงรุนแรงมาก มันไม่ใช่ระดับเสียงธรรมดา มันเป็นคลื่นที่กระแทกเข้ามา ไม่เฉพาะกระทบหูหรอก มันกระทบเข้าที่ร่างกายด้วย ขนาดตู้เหล็กยังสั่นเลย สั่นกราว หน้าต่างสั่น แล้วเราก็นั่งนึกว่าเมื่อไรมันจะเลิกเสียที ถ้านึกอย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร มันก็เปิดเครื่องเสียงไป ก็เขาจ้างมาให้เปิด เราก็เห็นความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย เสียงกระทบหูรุนแรงจนปวดหู ปวดหูเป็นผัสสะทางกาย ไม่ใช่ทางหู ผัสสะทางหูมันได้ยินเสียงสูงๆ ต่ำๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าหูมันบาดเจ็บ อันนี้เกิดจากผัสสะทางร่างกายแล้ว คลื่นเสียงที่รุนแรงกระแทกร่างกายบาดเจ็บได้ แล้วอย่างตา ตามีหน้าที่เห็นรูป แต่ถ้าเดินไม่ระวังถูกไม้ทิ่มตา อันนั้นตาในฐานะของตัวรูป ตัวกาย ไม่ใช่ในฐานะของประสาทตา ประสาทตาทำหน้าที่เห็นรูป ประสาทหูทำหน้าที่ได้ยินเสียง แต่ถ้าตาบาดเจ็บ หูบาดเจ็บ นี้เป็นการกระทบทางร่างกาย พอมันกระทบเข้ามา เราดู โอ้ ร่างกายเป็นที่ตั้งของความทุกข์ ตราบใดที่ยังมีร่างกายอยู่ มันก็มีความทุกข์อยู่ ทุกข์กระทบกระทั่งด้วยความเย็นความร้อนความเย็น ความร้อน ความอ่อน ความแข็ง ความตึง ความไหวอะไรพวกนี้ กระทบเข้าที่กาย หลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงกระทบที่หู เลือกไม่ได้ว่าจะได้ยินเสียงอะไร มีเสียงมันก็ได้ยิน มีจิตไปรับรู้ก็ได้ยิน เราเลือกไม่ได้ ดูไปๆ ในอายตนะทั้งหลาย ตัวตามันก็ไม่ใช่ของเรา เราสั่งไม่ได้ ตัวหูเราก็สั่งไม่ได้ ได้ยินเสียง ไม่ชอบใจ เสียงหนวกหู เราไม่ชอบ เราสั่งว่าอย่าได้ยิน ก็สั่งไม่ได้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เราสั่งไม่ได้ แล้วสิ่งที่มันมีอยู่ก็คือทุกข์ ร่างกายก็ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา จิตใจก็ถูกความทุกข์บีบคั้น เฝ้าดูเรื่อยๆ แล้วเห็น ร่างกายมันไม่ใช่เรา เราสั่งไม่ได้ นี่เป็นอนัตตา จิตใจเราก็สั่งไม่ได้ ก็เป็นอนัตตา เรียนรู้อยู่ที่กาย เรียนรู้อยู่ที่จิตใจ ไม่ไปเรียนรู้ข้างนอกหรอก ไปเรียนรู้ที่รูป ที่เสียง ที่กลิ่น ที่รส ที่สัมผัสทางกาย ที่เรื่องราวที่คิด ไม่มีประโยชน์เท่าไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราภาวนาเก่งๆ จริงๆ รูปภายนอกกับรูปภายในก็เสมอกัน เห็นรูปภายนอกก็เห็นไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์แล้วก็จิตมันย้อนเข้ามาดูรูปภายใน ก็เห็นไตรลักษณ์ ได้ยินเสียงภายนอกก็เห็นไตรลักษณ์ รู้ลงที่หูก็เห็นไตรลักษณ์ สั่งไม่ได้ ได้ยินหรือไม่ได้ยิน สั่งไม่ได้ ถ้าฝึกชำนาญจริงๆ จะดูธรรมะภายใน คือในกายในใจของเรา หรือดูธรรมะภายนอก ก็ใช้ได้เหมือนกันหมด ฉะนั้นในสติปัฏฐาน 4 ก็พูดถึงธรรมภายใน ธรรมภายนอก ธรรมในที่ใกล้ ธรรมในที่ไกล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ว่าในทางปฏิบัติจริง อินทรีย์เรายังไม่แก่กล้า ออกไปเรียนธรรมภายนอกในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสภายนอก มันไม่ค่อยเห็นไตรลักษณ์ มันเผลอเพลิน เพราะฉะนั้นที่จะปลอดภัยคือย้อนเข้ามา มาเรียนรู้ธรรมภายใน คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นธรรมภายใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ทั้งหลายเป็นของนอก ค่อยๆ เรียนไปทั้งข้างนอกทั้งข้างใน สิ่งภายนอกมากระทบ ก็เกิดทำงานภายใน เกิดการทำงานภายใน ตาเห็นรูป จิตก็เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดยินดียินร้าย เกิดกุศลอกุศลขึ้น หูได้ยินเสียงก็เกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นที่จิต ไม่เกิดที่หูหรอก เพราะตา หู จมูก ลิ้น กระทบอารมณ์ไม่มีทุกข์หรอก มันเฉยๆ แต่อย่างเสียงดังๆ แล้วหูเจ็บ กระทบที่กาย ที่กายนี้มีสุขมีทุกข์ได้ ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น มันไม่มีสุขมีทุกข์หรอก มันอุเบกขาตลอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมีการกระทบอารมณ์แล้ว มันส่งสัญญาณเข้ามาที่จิตอีกทีหนึ่ง ตาเห็นรูปก็เกิดความสุขความทุกข์ขึ้นในจิตใจ ถ้าเห็นรูปแล้วตีความได้ว่ารูปนี้ถูกใจ มีความสุขเกิดขึ้น ถ้าตีความว่ารูปนี้ไม่ถูกใจ อย่างคนเขาด่า ได้ยิน แปลได้ว่าเขาด่า เกิดความไม่ชอบใจ เป็นอนิฏฐารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ไม่ชอบ อารมณ์ที่ชอบเกิด ก็มีความสุขขึ้นมา อารมณ์ที่ไม่ชอบเกิด ก็มีความทุกข์ขึ้นมา พอมีความสุขความทุกข์ จิตมันก็ทำงานต่อ ถ้าเราไม่มีสติ พอความสุขเกิดขึ้นในใจ ราคะมันจะแทรก มันจะยินดีพอใจ พอความทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจ โทสะมันจะแทรก พอมันเป็นอุเบกขา เฉยๆ โมหะมันเอาไปกิน เพราะดูไม่ออกว่าอันนี้ดีหรือไม่ดี จับอารมณ์ได้ไม่ชัดเจน จะหลง จับอารมณ์ได้ไม่ชัด ไม่รู้ ไม่ได้รัก ไม่ได้โกรธอะไร นี่กระบวนการที่จิตมันทำงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอมันทำงานเข้ามาถึงจิตแล้ว มันก็ปรุง ปรุงดีปรุงชั่วขึ้นมา ตรงมันปรุงสุขปรุงทุกข์ ยังไม่มีกิเลสหรอก กิเลสมันแทรกตามความสุข ตามความทุกข์มา ตรงนี้จิตมันปรุง ปรุงดีปรุงชั่วขึ้นมา ฉะนั้นปรุงดีปรุงชั่วขึ้นมาแล้ว จิตก็จะดิ้นรนไป อย่างมันปรุงดี จิตก็ดิ้นรน อย่างฟังธรรม มันปรุงดี อยากฟัง จิตก็ โอ้ อยากฟัง อยากขึ้นมาแล้ว ก็ตะเกียกตะกายอยากฟัง มาแล้วก็เข้าศาลาไม่ได้ จิตใจหดหู่ มีความอยากเกิดขึ้น ใจก็ดิ้นรน ตรงที่ใจมันดิ้นรน ใจมันทุกข์ ความดิ้นรนของจิตเรียกว่าสังขารก็ได้ เป็นสังขารคือความปรุงแต่งของจิต ดิ้นแบบชั่ว ปรุงชั่ว ปรุงดี พยายามจะไม่ปรุง แล้วความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต จะเรียกว่าภพก็ได้ เป็นภพ การทำงานของจิต กรรมภพ ตัวนี้ตัวร้ายเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเราจะตาย กิเลสตัณหามันจะผลักให้จิตเราปรุงภพขึ้นมา เราตายด้วยจิตชนิดไหน เราก็จะไปเกิดใหม่ด้วยจิตชนิดนั้น ไม่ใช่จิตดวงเดิม ถ้าเราตายด้วยจิตที่เศร้าหมอง ถ้าจิตที่เศร้าหมองในภพนี้ดับ เกิดจิตในภพใหม่ ดวงแรกที่เกิดนั้นก็เป็นจิตที่เศร้าหมอง มันข้ามไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรียนรู้รูปนามกายใจให้มากจนกระทั่งแจ่มแจ้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราภาวนาจนกระทั่งเรียนรู้ความจริงลงไป จนกระทั่งจิตมันพ้นจากความปรุงแต่ง ถามว่าความปรุงแต่งมีไหม ความปรุงแต่งมี เป็นการทำงานของขันธ์ แต่จิตมันพ้นความปรุงแต่ง ที่จิตมันพ้นความปรุงแต่งได้ เพราะมันรู้อริยสัจ 4 รู้แจ้งเห็นจริง ที่เราปรุงแต่ง เราก็ปรุงเพราะว่าเราอยากได้สิ่งนี้ เราไม่อยากได้สิ่งนี้ ถ้าเราเห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง ทุกสิ่งที่เราอยากได้ ทุกสิ่งที่เราไม่อยากได้ ก็ล้วนแต่ของไม่มีแก่นสารสาระทั้งสิ้น แล้วมันเป็นตัวทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย ถ้าภาวนาจนเห็น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ถ้าเห็นแจ้งตรงนี้ จิตก็จะหมดความอยาก ถ้าจิตหมดความอยาก จิตก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อจิตหมดความดิ้นรนปรุงแต่ง จิตจะไม่มีการหยิบฉวยเอาอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจขึ้นมา โดยเฉพาะการหยิบฉวยจิต มันหยิบฉวยอยู่ตลอดเวลา แล้วเราไม่รู้เลย อย่างพวกเราจิตมันหยิบฉวยจิตอยู่ แต่เราไม่เคยเห็น มันคล้ายๆ เราเกิดมา เราก็แบกอะไรไว้อันหนึ่ง ตลอดชีวิตเราก็ถือสิ่งนี้เอาไว้ เราก็เลยไม่รู้ว่านี่เป็นส่วนเกิน ถ้าเราภาวนา เราก็เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็คือแต่ทุกข์ทั้งนั้น ก็มีแต่ทุกข์ มีแต่ภาระทั้งนั้น มันเห็นอย่างนี้จิตมันถึงจะวาง พอมันข้ามความปรุงแต่งได้ มันก็จะวาง วางความหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนหลวงพ่อเป็นฆราวาส หลวงพ่อภาวนามาถึงจุดหนึ่ง พบว่าจิตมันปล่อยวางจิต แต่มันปล่อยได้ชั่วคราว มันก็หยิบฉวยจิตขึ้นมาอีก มันวางได้ไม่เด็ดขาด พอดูไปเรื่อย จิตมันเป็นไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์ก็วางอีก แล้วเดี๋ยวก็หยิบอีก พอเห็นไตรลักษณ์อีกก็วางอีก แล้วก็หยิบอีกอยู่อย่างนั้น เพราะว่ามันยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ มันไม่รู้หรอก สิ่งที่เราหยิบฉวยคือตัวทุกข์ อย่างที่เรายึดถือตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะเราไม่เห็นว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย คือตัวทุกข์ เราหยิบฉวยจิตใจ เพราะเราไม่เคยเห็นว่าจิตใจคือตัวทุกข์ เรียกว่าเรามีอวิชชา เราไม่รู้ความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเราภาวนาเรื่อยๆ จนเห็น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ฝึกเรื่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งเห็น ถ้าเห็นแล้วคราวนี้มันไม่หยิบ ไม่ต้องหาทางให้มันวาง สั่งให้มันวางไม่ได้ แต่ถ้าจิตมันฉลาด มันรู้ว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันคือตัวทุกข์ มันไม่หยิบ เพราะฉะนั้นมันไม่ต้องวาง ถ้ามันหยิบ มันก็มีหยิบแล้วก็วาง หยิบแล้วก็วาง เดี๋ยวก็หยิบอีก แต่ถ้ามันรู้แจ้งแทงตลอด ว่านอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป มันก็ไม่หยิบ เมื่อมันไม่หยิบก็ไม่ต้องคิดเรื่องการปล่อยวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เรายังคิดว่าทำอย่างไรจะปล่อยวาง ทำอย่างไรจะปล่อยวาง ยังไม่ได้ผลจริง เรียนรู้ทุกข์ให้มาก ไม่มีเส้นทางอื่นเลย ทุกข์ให้รู้ รู้อะไร อะไรเป็นทุกข์ ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ แล้วรูปนามกายใจนี้ เรียนรู้ให้มาก จนกระทั่งมันแจ่มแจ้ง นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป อย่างถ้าเราภาวนาไม่เป็น เราก็จะเห็นร่างกายนี้เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็สุข จิตใจนี้เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็สุข มันมี 2 อัน มีสุขกับทุกข์ ถ้าภาวนาเรื่อยๆ ดูมันเป็นไตรลักษณ์ไปเรื่อย ในที่สุดวันหนึ่งมันก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ที่เกิดมาทั้งหมดมันเป็นทุกข์ทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างความรู้สึกสุข คนหลงก็รู้สึกว่ามันเป็นสุข เวลาจิตใจเรามีความสุข อย่างเราฟังเทศน์ฟังธรรม หรือเราภาวนา โอ๊ย จิตใจมีความสุขขึ้นมา เรารู้สึกมันสุข แต่ถ้าเรามีความละเอียดประณีตพอในการปฏิบัติ เราจะเห็นความสุขก็เป็นของเสียดแทง เป็นของเสียดแทง ทำให้จิตเสียสมดุล ทำให้เกิดความดิ้นรนของจิต อย่างมีความสุขขึ้นมา เราก็อยากให้ความสุขคงอยู่นานๆ ความสุขหายไปเราก็เศร้าโศก เสียดาย อยากให้ความสุขกลับมา พอสติปัญญามันมากพอ มันเห็นกระทั่งความสุขก็คือตัวทุกข์ มันเป็นภาระ แล้วก็เป็นของที่ไม่ยั่งยืนอะไร แสวงหาแทบตาย แล้วสุดท้ายก็ไม่เหลืออะไร เหมือนบางคนแสวงหาเงินเยอะแยะ สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ มีเงินหลายหมื่นล้าน สุดท้ายคนอื่นเขาเอาไปใช้ กระทั่งร่างกายเรา หวงแหนถนอมอย่างดี สุดท้ายเขาก็เอาไปเผา เอาไปฝัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สติปัญญานะ เรียนรู้ลงในกาย เรียนรู้ลงในใจ ซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้ววันหนึ่งจะเห็นกายนี้คือทุกข์ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย จิตใจนี้ก็มีแต่ทุกข์ ทุกข์มากกับทุกข์น้อย กระทั่งความรู้สึกสุข จริงๆ ก็เป็นของเสียดแทง เวลามีความสุขเกิดขึ้น สังเกตไหม บางทีถ้าเราหลงๆ ความสุขเกิดขึ้น เราเหมือนคนบ้าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ ดีอกดีใจ มันอาการของคนวิกลจริตแล้ว จิตมันขาดสติอย่างแรงเลย ถ้าเป็นฆราวาสก็ยังไม่น่าเกลียดเท่าไร เพราะเป็นธรรมดาของฆราวาส มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันหลง แต่ถ้าพระหัวเราะเอิ๊กอ๊ากๆ น่าเกลียด น่าเกลียด มันควรจะดีกว่านั้น ฉะนั้นเวลาหลวงพ่อได้ยินพระหัวเราะก๊ากๆๆๆ รู้สึก โอ้ สังเวชใจ ต้องเรียนอีก ต้องฝึกอีกนานเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราเรียนกรรมฐาน ไม่ได้เรียนที่อื่น เราเรียนลงที่กายเรียนลงที่จิตใจของตัวเอง ตามรู้ตามดูลงไป ก็เห็นมันเป็นไตรลักษณ์ไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปมันเกิดปัญญารวบยอดแจ่มแจ้งขึ้นมา กายนี้ก็เป็นทุกข์ล้วนๆ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย จิตนี้ก็เป็นทุกข์ล้วนๆ มีแต่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย คนเขลาเวลามันทุกข์น้อยก็รู้สึกมันสุข แต่คนที่มีสติมีปัญญา จะรู้เลยว่าเวลากระทั่งความสุขเกิดขึ้น จิตก็เสียความสมดุล จิตก็กวัดแกว่งกระเพื่อม จิตกระเพื่อม จิตดิ้นรนปรุงแต่งขึ้นมา ความปรุงแต่งเกิดทีไรความทุกข์ก็เกิดทุกทีเลย ต้องเห็นอย่างนี้จิตมันถึงจะวาง ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้หรอก จิตบรรลุมรรคผลของจิตเอง เรามีหน้าที่พาจิตให้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ คือเรียนรู้ทุกข์นั่นเอง พอเรียนรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว จิตก็วางของจิตเอง ปล่อยวางกายก่อน พอถัดไปก็จะปล่อยวางจิตได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอปล่อยวางจิตแล้ว คราวนี้มันไม่หยิบฉวยจิตขึ้นมาอีกแล้ว มันไม่เหมือนตอนที่เราภาวนา หัดฝึกทีแรก บางทีจิตก็วางจิตลงไป แล้วจิตก็หยิบฉวยจิตขึ้นมาอีก พอเห็นไตรลักษณ์ก็วาง พอขาดสติไม่เห็นไตรลักษณ์ ก็หยิบฉวยอีกแล้ว มันยังแก้ปัญหาชั่วคราวเป็นคราวๆ แต่วันใดเรารู้แจ้งแทงตลอด กายนี้ทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ กายนี้คือตัวทุกข์ เห็นแจ่มแจ้งมันก็จะไม่หยิบขึ้นมาอีก เราก็ไม่ต้องคิดว่าทำอย่างไรจะปล่อยวางได้ นักปฏิบัติก็จะคิด ทำอย่างไรจะปล่อยวางได้ ทำอย่างไรจะบรรลุชั้นนั้นชั้นนี้ได้ คิดแต่จะทำ ไม่มีทางให้ทำหรอก พระพุทธเจ้าบอกแล้ว ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้หรอก จิตบรรลุของจิตเอง เมื่อจิตมีศีล สมาธิ ปัญญาแก่รอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่หาทางปล่อยวาง ไม่ใช่ฝึกจิตให้ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญญาแก่รอบคือเห็นอริยสัจนั่นล่ะ เห็นอริยสัจก็คืออะไร เห็นขันธ์ 5 นี้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตก็ไม่หยิบฉวยขันธ์ 5 ขึ้นมา ไม่มีการปล่อยวาง ไม่ได้เกิดการปล่อยวางอะไรทั้งสิ้นเลย แต่จิตมันไม่ไปหยิบฉวยภาระขึ้นมา ก็ไม่ต้องปล่อย ไม่หยิบก็ไม่ต้องปล่อย ถ้าหยิบก็ยังต้องปล่อย ที่หยิบเพราะอะไร เพราะโง่ ไม่เห็นอริยสัจ ไม่รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็หยิบขึ้นมา เดี๋ยวพอดูไปๆ มันเป็นไตรลักษณ์ก็ปล่อย เดี๋ยวก็หยิบอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยเด็ดขาด ไม่ใช่หาทางปล่อย ไม่ใช่ฝึกจิตให้ว่าง ฝึกจิตให้ว่างก็คือความปรุงแต่ง เรียกอเนญชาภิสังขาร ความปรุงแต่งมี 3 แบบ ปรุงชั่วเรียกอปุญญาภิสังขาร ปรุงดีเรียกปุญญาภิสังขาร พยายามจะไม่ปรุงเรียกอเนญชาภิสังขาร อย่างพยายามทำจิตว่างๆ อันนี้เป็นอเนญชาภิสังขาร จะพ้นสังขารได้ต้องทำลายอวิชชา เรียนรู้ลงมาที่กาย เรียนรู้ลงมาที่จิตใจ เรียนรู้จนเห็นว่าจริงๆ กายนี้คือตัวทุกข์ จิตนี้คือตัวทุกข์ แล้วเขาวางของเขาเอง ที่เขาวางของเขาเอง เพราะเขาไม่หยิบฉวยขึ้นมา การวางอันนี้ไม่เหมือนเวลาที่เราปฏิบัติ เรายึดแล้วปล่อย ยึดแล้วปล่อย แต่ตรงที่จิตรู้แจ้งแทงตลอด มันวางในขณะที่รู้แจ้งแทงตลอดเลย ในขณะจิตนั้นเลย เพราะฉะนั้นรู้ทุกข์เมื่อไร ก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร ก็แจ้งนิโรธเมื่อนั้น แจ้งนิโรธเมื่อไร มรรคก็เจริญขึ้นเมื่อนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหม รู้ทุกข์ก็แจ้งนิโรธเลย ไม่ใช่รู้ทุกข์อันหนึ่ง แจ้งนิโรธอันหนึ่ง เกิดในขณะจิตเดียวกันเลย เพราะฉะนั้นการรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ 4 เกิดในขณะจิตเดียวกันนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเห็นทุกข์เมื่อไร จิตก็ไม่มีความดิ้นรนปรุงแต่ง ไม่มีตัณหา พอจิตไม่มีตัณหา จิตก็ไม่หยิบฉวยอะไร จิตในขณะนั้นก็แจ้งนิโรธเลย ในขณะจิตเดียวกันนั่นเอง แล้วขณะนั้นก็คือขณะแห่งอริยมรรค ค่อยฝึกนะ ฟังแล้วยากนิดหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป เรียนกรรมฐานไม่ใช่เรียนที่อื่น ไม่ใช่มารอรับธรรมะจากหลวงพ่อ ไม่ใช่รอมาวัด ธรรมะไม่ได้อยู่ที่หลวงพ่อ ธรรมะไม่ได้อยู่กระทั่งกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ท่านจะตรัสรู้หรือไม่ตรัสรู้ ธรรมะก็มีอยู่แล้ว ฉะนั้นธรรมะเป็นของประจำโลกอยู่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่ใคร มันอยู่ที่เราจะต้องฝึกจิตใจตัวเองให้เห็นธรรมะ ไม่ใช่ทำให้ธรรมะเกิดขึ้นหรอก ฝึกจนกระทั่งมันเห็น เห็นความจริง สูงสุดนั้นก็คือตัวอริยสัจ 4 ตราบใดที่ไม่รู้อริยสัจ 4 เรายังไม่พ้นการเวียนว่ายตายเกิดหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นพยายามเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ดูมันลงเป็นไตรลักษณ์เรื่อยๆ ไป ช่วงไหนดูไม่รู้เรื่อง ดูจิตไม่รู้เรื่องให้ดูกาย ดูกายแล้วจิตมีกำลังขึ้นมา ก็กลับไปเห็นจิตได้ บางช่วงดูจิตก็ไม่ได้ ดูกายก็ไม่ได้ ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องพยายามดู ทำสมถะ ทำความสงบเข้ามาเลย ให้จิตได้พัก เมื่อจิตพักผ่อนพอแล้ว จิตก็จะตั้งตัวขึ้นมา ทรงตัวขึ้นมารู้กายรู้ใจต่อได้ ทุกวันให้พยายามทำอย่างนี้ ถือศีล 5 ไว้ ทุกวันทำในรูปแบบ จิตจะได้มีแรง ทำไปเรื่อยๆ อย่างนั่งอยู่เห็นร่างกายมันนั่ง หายใจอยู่ เห็นร่างกายมันหายใจ รู้อารมณ์อันเดียว คือรู้ร่างกายที่นั่ง รู้ร่างกายที่หายใจ จิตก็จะมีกำลัง ได้สมาธิขึ้นมา พอจิตได้สมาธิ จิตก็ทรงตัวขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอจิตมันเคลื่อนไปจากการรู้ร่างกาย จิตมันเคลื่อนไปจากการรู้ลมหายใจ เราก็รู้ทัน รู้ทันจิตที่เคลื่อนปุ๊บ จิตที่เคลื่อนดับ จิตที่ตั้งมั่นก็เกิดทันทีเลย ฝึกเรื่อยๆ จิตก็จะตั้งมั่นทรงตัวเด่นดวงขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เมื่อจิตเราตั้งมั่นแล้ว ต่อไปก็น้อมจิตไปเพื่อญาณทัสสนะ คือพาจิตมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ไม่ใช่น้อมไปที่อื่นหรอก พาจิตมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจไป ทีแรกมันยังรู้ไม่จริง รู้ได้ครึ่งๆ กลางๆ มันก็จะเห็นทั้งกายทั้งใจนั้น มีแต่ของที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป อันนี้ยังรู้ไม่ตลอด รู้ตรงนี้เอาไปก่อน ทำวิปัสสนาไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ปัญญาชั้นสูง คือปัญญาในอริยมรรคเกิด ไม่ได้รู้ไตรลักษณ์ตรงนี้แล้ว ปัญญาในอริยมรรค รู้อริยสัจ 4 แต่ก่อนจะเกิดปัญญาในอริยมรรคที่รู้อริยสัจ 4 แจ่มแจ้ง ก็อาศัยวิปัสสนาปัญญานี้ ดูเห็นไตรลักษณ์ รูปนี้แสดงไตรลักษณ์ นามธรรมแสดงไตรลักษณ์ ดูตรงนี้ไปเรื่อยๆ จิตมันหยุดความปรุงแต่งไปชั่วคราว จิตรวมเข้าอัปปนาสมาธิ แล้วจิตไปเดินปัญญาภายในนิดหน่อย แล้วจิตก็รู้แจ้งอริยสัจขึ้นมา แล้วจิตก็วางจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิบัติอย่าข้ามขั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อเคยถามหลวงปู่ดูลย์ ท่านเรียกว่า “จิตยิ้ม” ตรงที่จิตมันปล่อยวางจิตไปแล้วนั้น ท่านเรียกว่า “จิตยิ้ม” มันเบิกบานขึ้นมาในตัวของมันเอง เคยถามท่านว่าต้องเกิดกี่ครั้ง ท่านบอก 4 ครั้ง เกิด 4 ครั้ง เราทำให้เกิดไม่ได้ บอกแล้ว เจริญวิปัสสนาไป ถึงจุดหนึ่งจิตมันจะรู้แจ้งอริยสัจ ไม่ยากหรอก ถ้าทำไปตามขั้นตอน ถ้าทำข้ามขั้น ยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อไม่นานนี้ หลวงพ่อไปเจอธรรมะของครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง คือหลวงปู่แสง จำหลวงปู่แสงได้ไหม ที่มีเรื่องอึกทึกครึกโครมเมื่อสัก 2 ปีมานี้ ที่คนจะไปเล่นงานท่าน หลวงปู่แสงสอนดีบอกว่าการปฏิบัติยาก ท่านบอก “การปฏิบัติยาก แต่บางคนไม่ยากเพราะมีปุพเพกตปุญญตา คือมีของเก่าทำมาดีแล้ว” อย่างเคยภาวนามานานๆ มาภาวนาต่อ ไม่ยาก ถ้ายังไม่เคยสะสมมา ยาก ท่านบอกยาก ฉะนั้นสตาร์ตจุดตั้งต้นที่ท่านบอก การปฏิบัติยาก เว้นแต่ผู้ที่มีบุญเก่า คือสะสม สะสมศีล สมาธิ ปัญญา มาแต่ชาติก่อนๆ อะไรอย่างนี้ ก็จะไม่ยาก เรื่องการปฏิบัติท่านบอก “ให้เรียนรู้ลงที่กายที่ใจของเราเองนี้ล่ะ” สอนดีจังเลย เรียนรู้ลงที่กาย เรียนรู้ลงที่ใจ จนปัญญามันแจ้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้เรียนไปตามลำดับ อย่าข้ามขั้น ท่านบอกเหมือนลูกมะละกอ ครูบาอาจารย์ท่านเป็นคนบ้านนอก ท่านก็เปรียบเทียบอะไร เราก็นึกภาพลูกมะละกอไม่ออก ก็เห็นที่มันมาขายอยู่ตามศูนย์การค้าแล้ว ลูกมะละกอกว่ามันจะสุก ก็มันเป็นลูกเล็กๆ เท่ากับหัวแมลงวัน เล็กๆ ขึ้นมา แล้วค่อยๆ โตๆ ขึ้นมา การปฏิบัตินี้ก็เหมือนกัน อย่าข้ามขั้น มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา สะสมไปเรื่อยๆ แล้ววันที่ปัญญาเกิด มันเป็นแสงสว่าง ท่านบอกแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี ท่านพูดไม่กี่ประโยค หลวงพ่อมาพูดแล้วมันยาวขึ้น ท่านพูดนิดเดียว 2 – 3 บรรทัดเท่านั้นเอง แต่มันครอบคลุมการปฏิบัติไว้หมดเลย ตอบโจทย์ได้เยอะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันแรกเลย การปฏิบัติยากหรือง่าย การปฏิบัติจะยากหรือง่ายอยู่ที่ตัวเราเองต่างหาก ถ้าเราสะสมมาน้อยมันก็ยาก ถ้าทำมาเยอะแล้วมันก็ง่าย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจะบอกว่าง่ายหรือยาก อันนั้นยังไม่ชัดเจน พูดยังไม่ครอบคลุม ฉะนั้นจริงๆ มันไม่ใช่ยาก หรือมันไม่ได้ง่าย มันอยู่ที่เราสะสมมาได้แค่ไหน แล้วการปฏิบัติก็ไม่มีอะไรหรอก เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจของตัวเองไป แล้วเรียนไปตามลำดับ ตามขั้นตามตอนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราภาวนาไม่ต้องไปคิดหรอก ว่าทำอย่างไรจะปล่อยวางจิตได้ ก็ปล่อยวางกายยังไม่ได้เลย จะไปปล่อยวางจิตได้อย่างไร หรือยังละสักกายทิฏฐิ ละความเห็นผิดว่าตัวเรามีอยู่ ละตัวนี้ไม่ได้ ยังไม่ต้องไปพูดเรื่องการปล่อยวางร่างกายหรอก เรายังหลงผิดว่าเรายังมีตัวเราอยู่เลย เพราะฉะนั้นสู้ไปตามลำดับ เป้าหมายแรกที่เราต้องสู้ สู้กับความเห็นผิดของตัวเอง ที่ว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ สิ่งที่เรียกว่าตัวเราก็คือรูปนาม คือกาย คือใจ คือขันธ์ 5 นั่นเอง เรียนรู้ลงที่กายแล้วก็เห็น ร่างกายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่มีตัวตนถาวร สุขทุกข์ ดีชั่ว หรือกระทั่งตัวจิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ก็ไม่มีตัวตนถาวร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาตรงนี้ก่อน ไม่ต้องข้ามขั้นไปถึงว่า ทำอย่างไรจะปล่อยวางร่างกายได้ ทำอย่างไรจะปล่อยวางจิตได้เด็ดขาด เรียกสู้ไปตามลำดับ ถ้าอยู่ๆ กระโดดเลย ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง มีวิธีอันหนึ่งก็คือทำจิตให้ว่าง ทำจิตให้ว่างก็เหมือนกับไม่ได้ยึดถืออะไรเลย แต่จริงๆ คือยึดถือจิตที่ว่างนั่นล่ะ เพราะฉะนั้นเรียนอย่าข้ามขั้น ทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน บรรลุเมื่อไรไม่ใช่หน้าที่ของเรา หน้าที่ของเราทำเหตุ เจริญสติเจริญปัญญาเรื่อยไป ถ้าเหตุสมบูรณ์แล้วผลมันก็มาเอง รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไร มันก็ละสมุทัย มันก็เข้าถึงพระนิพพานในขณะเดียวเลย เกิดขึ้นพร้อมๆ กันเลย ฉะนั้นค่อยๆ ฝึก ไม่ต้องรีบร้อนหรอก หลวงปู่แสงสอนดีจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครูบาอาจารย์ปีนี้ก็เสียไปหลายองค์ ปี 2566 หลวงปู่หาก็ไม่ธรรมดา ไม่ธรรมดา เคยไปเยี่ยมท่าน ท่านนอน คุยกัน 2 – 3 ประโยคก็ไม่คุยแล้ว ต่างคนต่างเงียบๆ หลวงพ่อก็นั่ง ท่านก็นอน จิตของท่านปกติ แล้วมันก็เบิกบานขึ้นมา ทรงตัวขึ้นมาเอง ไม่ได้ทำ ทางสุรินทร์ตอนนี้ก็หลวงปู่เอียน สิ้นไปองค์หนึ่งเหมือนกัน ครูบาอาจารย์หลายองค์ปีนี้ที่เสียไป ฉะนั้นเรารีบภาวนา เวลามีน้อย ไม่ใช่เวลามีไม่จำกัด แต่หลวงปู่เทสก์ท่านเคยบอก “เวลามีไม่จำกัดหรอก สำหรับคนที่มีกิเลส” ถ้าเราอยากพ้นทุกข์ อยากพ้นอะไร เวลามีจำกัด รีบๆ ภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ้า วันนี้เทศน์ให้ฟังแค่นี้ ยากไปหรือเปล่า มันก็ไม่ยากนะ ฟังแล้วเข้าใจง่าย แต่ทำยาก ทำไมยาก ยังไม่มีปุพเพกตปุญญตา ถ้ามันเคยภาวนามาก่อน มันไม่ยาก ชาตินี้ยาก แต่ชาตินี้เราภาวนา ชาติหน้าง่าย มันจะง่ายขึ้นๆ ชาตินี้ยากแล้วก็ไม่ทำต่อ ชาติหน้ายิ่งยากหนักเข้าไปอีก เพราะใจมันจมลงไปมากกว่าเก่า จมกิเลสหนักกว่าเก่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
23 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4_10-%E5%8D%81%E9%9A%8F%E5%BF%B5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10950</id>
		<title>《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4_10-%E5%8D%81%E9%9A%8F%E5%BF%B5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10950"/>
		<updated>2025-04-11T12:29:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสติ 10&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เรามาฝึกกรรมฐานกัน มันเป็นการฝึกจิต ไม่ได้ฝึกอย่างอื่นหรอก เมื่อก่อนมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ไปเข้าคอร์สที่เขาจัดกันทั่วๆ ไป เดินยกย่าง แกบ่นใหญ่ว่าจะฝึกอย่างนี้มันต้องฝึกมานานๆ มิฉะนั้นกำลังตกหมด ร่างกายเสีย แกคิดว่าฝึกกรรมฐานเป็นการฝึกเคลื่อนไหว ฝึกร่างกายให้แข็งแรง ความจริงไม่ใช่ มันเป็นงานฝึกจิต เราจะฝึกจิตใน 2 อย่าง เบื้องต้นเราฝึกจิตให้มันมีกำลัง ตั้งมั่น มีกำลังมันต้องสงบแล้วก็ฝึกให้ตั้งมั่น พอจิตเรามีกำลังตั้งมั่นดีแล้ว ก็ฝึกอย่างที่สอง ฝึกให้จิตเกิดปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อสอนมานาน ที่จริงเริ่มสอนมาตั้งแต่ ปี 2527 หลายคนยังไม่เกิด หลวงพ่อก็ยังไม่ได้บวชตอนนั้น มาบวชปี 2544 ที่สอนอยู่สม่ำเสมอก็เรื่องการฝึกจิตนั่นล่ะ ทั้งเรื่องของสมถกรรมฐาน ทั้งวิปัสสนากรรมฐาน มีไฟล์ที่เทศน์สอนหลายพันกัณฑ์ ตอนนี้ทางมูลนิธิฯ เขาแจ้งมา จะทำแผ่นที่หนึ่งร้อย แล้วจะเลิกทำซีดีเพราะตกยุคแล้ว เพราะยุคนี้ไม่มีคนสนใจฟังซีดี ไม่มีเครื่องจะฟังแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อสอนทีแรกก็แค่เขียนแล้วซีร็อกซ์แจก ขี้เกียจพูดซ้ำๆ ต่อมาก็พิมพ์เป็นหนังสือ นายนี่ตอนนี้เป็นพระแล้ว มาขออัดเทปแล้วบอกจะไม่เอาไปเผยแพร่ ไปทำเทปขึ้นมาแล้วก็ปั๊ม ห้ามเผยแพร่ โห มันไปเร็วมากเลย เพราะว่าห้ามเผยแพร่ ท่านบอกช่วยกันฟัง ไม่มีใครฟัง แล้วค่อยมาพัฒนามาเป็นซีดี ได้ 100 แผ่น ก็พอสมควรแก่เวลายกเลิก แล้วมูลนิธิฯ เขาก็ไปหาทางเผยแพร่เอาเอง เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องออนไลน์ไปหมด ก็เปลี่ยนตามสถานการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศน์มาเป็นพันๆ ครั้งหลายพันครั้ง แต่ทุกครั้งมันก็อยู่ในเรื่องของสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ออกไปเรื่องอื่นหรอก เคยเทศน์นอกเหนือจากนี้ครั้งเดียวล่ะ ตอนที่หลวงปู่แสงถูกโจมตี เทศน์ออกนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง แต่จริงๆ ก็เพื่อบอกให้รู้ว่าถึงเราจะภาวนาดีแค่ไหน แต่โดยธาตุขันธ์ของมนุษย์มันก็มีขีดจำกัดอยู่ ธาตุขันธ์ของเรามันเกิดจากวิบากกรรมเก่าให้ผลมา บางทีก็แข็งแรง บางทีก็ไม่แข็งแรง บางคนก็ป่วยอย่างโน้นอย่างนี้ ภาวนาดีแค่ไหน มันก็หนีไม่พ้นหรอก มันก็เป็นเรื่องพื้นฐาน ทำความเข้าใจ อย่าไปวาดภาพว่าเราปฏิบัติแล้วร่างกายเราจะเป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอะไรนี่ คนละเรื่องกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เทศน์ทั้งหมดที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของสมถะกับวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานในตำราเขาสอนไว้ 40 ชนิด ใน 40 ชนิดนี้จะเป็นเรื่องของกสิณสัก 10 อย่าง หลวงพ่อจะไม่ค่อยได้สอนเรื่องกสิณ หลวงพ่อก็ทำไม่ได้ทั้ง 10 อย่าง เล่นอยู่ไม่กี่อย่างแล้วก็เบื่อ ขี้เกียจเล่นเลยไม่เอา เล่นกสิณดิน น้ำ ไฟ ลม ปรุงธาตุได้ จะให้แข็งแรงก็ได้ แต่ไม่เอา อยู่นานๆ ก็คือทุกข์นานๆ นั่นล่ะ จะปรุงไปทำไม แล้วกสิณนั้นก็ทำให้ออกรู้ออกเห็นอะไรได้ รู้อดีต รู้อนาคต มีตาทิพย์ มีหูทิพย์ หลวงพ่อไม่สนใจ เบื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนยังไม่บวชก็เล่นเหมือนกัน ก็รู้ ได้ยินเสียง เสียงคน เสียงไม่ใช่คน ได้ยิน สุดท้ายมันทรมาน เราจะนอนก็ได้ยินเสียง รำคาญ หาทางแก้ไขไม่สำเร็จ เลยไปกราบหลวงปู่เทสก์ ไปบอกท่านมันทรมาน ผมไม่อยากได้ ทำอย่างไรมันจะปิดได้ คล้ายๆ เปิดได้ปิดได้ อันนี้มันเปิดอย่างเดียว ไม่ปิด ออกรู้ออกเห็นตลอดเวลา หลวงปู่เทสก์ท่านก็บอกว่ามันยังไม่แก่กล้าพอ ถ้าแก่กล้าพอมันก็เปิดได้ปิดได้ อย่างเราอยากรู้อยากเห็นอะไรก็เปิด ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นก็ปิดไป พอท่านบอกต้องแก่กล้าพอ โอ๊ย เราเมื่อไรจะแก่กล้า จะต้องทรมานอีกนาน เลยไม่เอาแล้ว นั่งสมาธิ เข้าสมาธิไป อธิษฐานๆ ขอต่อไปนี้ขอไม่ได้ยิน รำคาญเสียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงเป็นศัตรูของปฐมฌาน กวน ถ้าเราจะเข้าฌานตั้งแต่ฌานที่หนึ่ง เสียงจะเป็นเครื่องกวน ฌานที่สอง ตัววิตกวิจารจะเป็นเครื่องรบกวน อย่างจะขึ้นฌานที่สองแต่ใจยังพะวงอยู่กับปฏิภาคนิมิต ห่วงวิตก ห่วงวิจารอยู่ มันทำไม่ได้ ฌานที่สาม ศัตรูของมันคือตัวปีติ ใจก็จะหวือหวาๆ ไป ไม่มีความสุข ศัตรูของฌานที่สี่คือความสุข จิตเราเป็นอุเบกขาอยู่ พอมันเกิดความสุขขึ้นมา จิตมันถอยออกมา จากฌานที่สี่ มันมีศัตรู ศัตรูตัวที่หนึ่งเลยที่ทำให้เราทำสมาธิลึกๆ ยาก คือเสียง หลวงพ่อใช้วิธีอธิษฐาน ต่อไปนี้ขอไม่ได้ยินเสียงแล้วก็ทำความสงบลึกเข้าไป ถอยออกมาอธิษฐานซ้ำ เข้าออกๆ ตั้งแต่นั้นไม่ได้ยินเสียงอีกแล้ว ตอนนี้สบาย เงียบๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งเหล่านี้มันเป็นผลจากกสิณ หลวงพ่อไม่แนะนำให้พวกเราเล่น ถ้าเล่นแล้วมักจะเตลิด แต่บางอย่างมันก็มีประโยชน์ อย่างเรามีทิพยจักษุอย่างนี้ เราเห็นนรกมีจริง สวรรค์มีจริง ตายแล้วไม่สูญ เห็นอย่างนี้ ใจเราจะกลัวบาป ไม่อยากทำบาป อยากทำบุญ ใจเราก็จะไม่ตกต่ำ เดินทางไกลในสังสารวัฏแล้วก็ไม่ตกต่ำ เพราะมันไม่กล้าทำบาป มันเห็นสัตว์ทำบาปแล้วลำบาก ก็มีประโยชน์ แต่ว่าโทษมันเยอะ พอรู้พอเห็นมันก็จะซน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตั้งแต่นั้นก็จะดูกายดูใจของตัวเองยาก เพราะมันจะดูออกนอก เลยไม่ได้สอนไม่ได้แนะนำให้พวกเราเล่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธานุสติ ธัมมานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมฐานที่ไม่มีโทษไม่มีภัยแล้วก็ไม่ยากเกินไป กสิณยาก ของที่ไม่มีโทษไม่มีภัย เรื่องของสมถกรรมฐาน คือเรื่องของอนุสติ อนุสติ 10 ข้อ ไปดูพจนานุกรมของท่านสมเด็จประยุทธ ไปดูอนุสติ 10 ข้อ อย่างพุทธานุสสติ เราคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงคุณของท่าน พุทธานุสติไม่ใช่พุทโธๆๆ อันนั้นเป็นบริกรรมเฉยๆ พุทธานุสติจริงๆ คือคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า ถ้าละเอียดก็ไปอยู่ในบท อะสังวิสุโลปุสะพุภะ 9 ข้อ ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่ไม่มีกิเลส ก็ไปดู พิจารณา 9 ประการ ถ้าอย่างละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหยาบพุทธคุณ พุทธคุณของท่านก็มีเรื่องมีบริสุทธิคุณ มีปัญญาธิคุณ มีกรุณาธิคุณ บทนะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ สัมมาสัมพุทธัสสะเป็นปัญญา ท่านตรัสรู้ด้วยตัวท่านเองได้ ภะคะวะโต ผู้จำแนกแจกธรรม อะระหะโต ผู้บริสุทธิ์ มีกรุณาแจกธรรมะ มีความบริสุทธิ์ แล้วตรัสรู้ได้ด้วยตัวเอง มีพระปัญญาธิคุณ คิดถึงพระพุทธเจ้า จิตใจเบิกบาน อย่างหลวงพ่อเวลาคิดถึงพระพุทธเจ้า จิตใจจะเกิดปีติอย่างง่ายๆ เลย คิดถึงคุณของท่าน โอ้ ท่านสงเคราะห์สัตว์โลกมากมาย ตัวเองลำบาก ยอมลำบากมากมาย คิดถึงคุณของท่านก็เป็นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อะไรก็มีหลักอยู่แล้วในบทสวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธัมมานุสติก็คิดถึงสวากขาโต ภะคะวาตาธัมโม พระธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว สันทิฏฐิโก เห็นตามได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของพระพุทธเจ้าคนเดียว แล้วพวกเราสามารถเห็นตามได้ สันทิฏฐิโก อะกาลิโก ไม่จำกัดด้วยเวลา เพราะฉะนั้นธรรมะไม่เคยเสื่อม ธรรมะไม่เคยสูญ จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้า ธรรมะก็ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าท่านแค่เป็นผู้ไปค้นพบเป็นคนแรกเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โอปะนะยิโก สวากขาโต ภะคะวาตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก ธรรมะเป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปอัญเชิญพลังพระธรรมมาที่ตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ น้อมเข้ามาที่ตัวเองก็คือหันมาเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองนี้ ไม่ต้องไปเรียนที่อื่น เอหิปัสสิโก พึงกล่าวกับผู้อื่นว่ามาลองดูเถิด โอปะนะยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเอง ถ้าเราน้อมเข้ามาหาตัวเองแล้วเราก็จะรู้ด้วยตัวเองว่าความทุกข์มันเกิดจากอะไร ความพ้นทุกข์มันเกิดจากอะไร มันจะรู้ 6 ประการ สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว สันทิฏฐิโก เห็นตามได้ อะกาลิโก ไม่จำกัดด้วยเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอหิปัสสิโก เป็นธรรมะท้าพิสูจน์ ไม่ใช่ธรรมะขอร้องให้เชื่อ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้อ้อนวอนว่าจงเชื่อเถิด จงศรัทธาแล้วเชื่อเถิด ชาวพุทธเราไม่โง่อย่างนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ห้าวหาญ ไม่กลัวการพิสูจน์ ท้าทายให้พิสูจน์ บอกว่าลองมาดูเถิด ลองมาดูด้วยตัวเองว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ต้องเชื่อ อย่างเราลองมาภาวนา เราก็จะเห็นด้วยตัวเราเอง ไม่ต้องเชื่อเลยว่าถ้าตัณหาเกิดทีไร ความทุกข์ก็เกิดทุกที ไม่ต้องเชื่อ แต่มันจะเห็นด้วยตัวเอง แล้ววิธีที่เราจะเห็นได้ โอปะนะยิโก น้อมเข้าหาตัวเอง มาเรียนรู้อยู่ที่ตัวเอง เรียนรู้ที่กายที่ใจ กรรมฐานไม่เรียนเกินกายเกินใจออกไป วนเวียนเรียนอยู่ที่กายที่ใจนี้ล่ะ ถนัดรู้กายก่อนก็รู้ไป ถนัดรู้จิตก่อนก็รู้ไป ไม่เป็นไร แล้วแต่ทางใครทางมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้ายก็จะมาที่ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ วิญญูชนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องถามใคร ส่วนมากชอบมาถามที่ภาวนาได้โสดาบันหรือยัง โอ๊ย ตัวเองยังไม่รู้อีกหรือ วิธีจะดูว่าตัวเองได้ธรรมะขั้นไหน ไม่ต้องไปถามใครเขา ให้ดูกิเลสตัวเอง วัดใจตัวเอง ใจของเราตอนนี้พ้นจากกิเลสตัวไหนบ้าง พ้นจากกิเลสหรือยัง ละกิเลสตัวไหนได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสตัวไหนยังเหลืออยู่ กิเลสบางตัวที่ว่าละได้ๆ ก็ดูอีก เด็ดขาดจริงหรือเปล่า วัดใจ เวลาเราวัดความก้าวหน้า ของการปฏิบัติ ไม่ได้วัดที่อื่นหรอก เราวัดใจของเราเองว่ายังมีกิเลสอยู่สักเท่าไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อภาวนาก่อนนี้ หลวงปู่ยังอยู่ หลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อรู้เลย กิเลสของเราละได้เท่าไร ยังเหลืออีกเท่าไร รู้ ไปเล่าให้หลวงปู่ฟังท่านก็ยิ้ม คนมีปัญญาก็วัดใจตัวเองออก ไม่ต้องถามใคร วิญญูชนรู้ด้วยตัวเอง แต่วิธีจะรู้อันแรกสุดเลย อย่าอคติ อย่าลุ้น ได้ไม่ได้ๆ ไม่ได้หรอก ได้ไม่ได้ๆ ไม่ได้หรอก ไม่ต้องถามต่อเลย มันยังลังเลสงสัยอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วที่ว่าได้ๆ เชื่อมั่นว่าได้ อ่านจิตลงไป บอกว่าไม่เห็นสักกายทิฏฐิเลย ไม่เห็นว่าจิตเป็นตัวเราเลย ไม่เห็นขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ไม่เห็นตัวเราตรงไหนเลย เพราะฉะนั้นเป็นโสดาบันแล้ว ต้องรู้อย่าง สักกายทิฏฐิเป็นชื่อของกิเลสชนิดหนึ่ง มันก็คือทิฏฐิ เป็นกิเลสตัวหนึ่ง กิเลสก็เกิดดับ ไม่ได้มีตลอดเวลา ฉะนั้นบางทีดูลงไปก็ไม่เห็นตัวเรา ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันยังไม่เกิด ฉะนั้นเวลาที่เราจะดูกิเลสตัวเองเราต้องดูด้วยจิตปกติ จิตธรรมดาอย่างขณะนี้ถึงจะดูออกว่ากิเลสมีหรือไม่มี ถ้าเราไปเข้าฌาน ดูลงไป มีแต่ว่างๆๆ เอ๊ะ ไม่เห็น โทสะก็ไม่มีแล้ว ตัวตนอะไรก็ไม่มี ดับไปหมดเลย อันนั้นใช้ไม่ได้ ฉะนั้นเวลาจะวัดกิเลส วัดด้วยใจปกติของมนุษย์ปกติอย่างพวกเราอย่างนี้ล่ะ ดูสิ ตอนนี้ยังมีกิเลสอะไรอยู่ ตอนนี้ไม่มีกิเลสอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ชื่อหลวงพ่อกิม หลวงพ่อกิมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ แล้วเป็นพระที่จิตใจมีพลังเยอะ มีความสามารถพิเศษมาก รู้อะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมดเลย ท่านเคยบอกหลวงพ่อบอกว่าถ้าหากดูไม่ออก ให้บอกคนที่มาเรียนด้วย ให้สังเกตเอา 3 เดือน กิเลสตัวที่คิดว่าหายไปแล้วจะกลับมาไหม ให้ดูสัก 3 เดือน อย่างเราภาวนา จิตรวมปุ๊บ สว่างขึ้นมา เราบอกเราได้โสดาบันแล้ว เราไม่เห็นว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ไม่มีตัวเราในขันธ์ 5 ไม่มีตัวเราที่ไหนเลย ท่านบอกว่าให้ดูด้วยจิตใจปกติสัก 3 เดือน อย่างไรมันก็ต้องโผล่ขึ้นมา ถ้ามันไม่ใช่ของจริง เดี๋ยวมันก็มีตัวเราขึ้นมาจนได้แล้ว ท่านให้เวลาตั้ง 3 เดือน จริงๆ ถ้าสังเกตจริงๆ แป๊บเดียวก็เห็นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะสังเกตจิตใจตัวเองว่ามีกิเลสแค่ไหน อันไหนละแล้ว อันไหนยังไม่ละ ให้สังเกตในสภาวะที่จิตใจเป็นธรรมดาๆ จิตใจปกติอย่างนี้ล่ะ อย่าไปเข้าสมาธิทรงฌานแล้วบอก โอ๊ย ไม่มีโทสะ มันก็ไม่มีโทสะนั่นล่ะ เพราะโทสะก็ไม่ได้เกิดตลอด บางทีจิตก็สงบลงไป ว่าง บอกว่าไม่มีตัวตน จิตไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เราๆ เราก็ด่ามันเสียทีหนึ่ง แค่นี้มันก็เป็นเราขึ้นมาอีกแล้ว ฉะนั้นบางทีครูบาอาจารย์ท่านก็เล่นงานเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างมีพระองค์หนึ่งท่านคิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ไปหาหลวงปู่ดูลย์ จะไปสอนหลวงปู่ดูลย์ คิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว คนอื่นไม่มีใครบรรลุแล้วในโลกนี้ นี่เป็นความวิปลาส มีวิปัสสนูปกิเลส หลวงปู่ดูลย์ก็พยายามแก้ให้ แก้เท่าไรก็ไม่ยอม ไม่เชื่อเลยเพราะคิดว่าหลวงปู่ดูลย์ไม่เข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งอย่างนี้ ก็เลยมองไม่ออกว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว หลวงปู่แก้อยู่พักใหญ่ กี่วันจำไม่ได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้ายท่านใช้ไม้ตาย ท่านด่าเอาว่า “ไปไอ้สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน” พระอรหันต์ถูกด่า โกรธ เลย โกรธ คว้าไม้กวาดพาดบ่า นึกว่าเป็นกลด พาดบ่า เดินออกไปจากวัดบูรพาราม เดินไปทางใต้ ลงไป 3 กิโลเมตร ไปถึงวัดป่าโยธาประสิทธิ์ แล้วเพิ่งนึกได้ เฮ้ย นี่โกรธ โอ้ ไม่ใช่พระอรหันต์แล้ว ก็เข้าไปพักที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์แล้วก็วันหลังก็ขึ้นมาขอขมาหลวงปู่ หลวงปู่ไม่ได้ว่าอะไร ที่ท่านด่า ท่านไม่ได้โมโห ท่านกระตุ้นให้เห็นกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราจะดูกิเลสตัวเอง ต้องดูด้วยจิตที่ปกติ ตอนที่จิตใจเราธรรมดาอย่างนี้ล่ะ ตากระทบรูป กิเลสมันก็เกิด หูได้ยินเสียง กิเลสก็เกิด จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด กิเลสก็เกิด เรามาดู แล้ววิญญูชนมันรู้ด้วยตัวเอง ทรชนไม่รู้หรอกต้องวิญญูชน ถึงจะรู้ด้วยตัวเองได้ว่าเราเข้าใจธรรมะแค่ไหน ระดับไหนถ้าเข้าใจแล้ว มันก็จะฟังปุ๊บ อย่างเราได้ยินใครพูดธรรมะอะไร เราฟังปุ๊บเรารู้แล้วว่าเป็นธรรมะระดับไหน รู้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังฆานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณของพระสงฆ์ บทสุปะฏิปันโน ปฏิบัติดี อุชุปะฏิปันโน ปฏิบัติตรงทาง ไม่นอกลู่นอกทาง นอกลู่นอกทาง เช่น แวะไปเล่นไสยศาสตร์ ออกรู้ออกเห็นอะไรต่ออะไร อันนั้นเรียกว่าไม่ใช่อุชุปะฏิปันโนแล้ว เตลิดเปิดเปิง ญายะปะฏิปันโน ปฏิบัติในธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ สามีจิปะฏิปันโน ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว นี่ลักษณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วท่านก็บอกเลย คนที่เป็นสาวกของท่านก็คือพระอริยบุคคล 8 จำพวก คือพระโสดาปัตติมรรคบุคคล พระโสดาปัตติผลบุคคล คู่หนึ่ง สกิทาคามีมรรคบุคคล สกิทาคามีผลบุคคล อีกคู่หนึ่ง อนาคามีมรรค อนาคามีผล อีกคู่หนึ่ง อรหัตตมรรค อรหัตตผล อีกคู่หนึ่ง นี่คือสาวก ท่านไม่ได้บอกว่าคนที่บวชคือสาวะกะสังโฆ เพราะฉะนั้นเราเป็นฆราวาส เราก็สามารถเป็นสังโฆได้ เป็นสังฆะได้ เป็นพระตัวจริงได้ อย่างหลวงพ่อใส่จีวร หลวงพ่อเป็นพระสมมติ เป็นพระสมมติ สงฆ์ลงมติว่ารับนายคนนี้ รับนายปราโมทย์มาเป็นพระ นายปราโมทย์ก็เลยเป็นพระสมมติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนจะเป็นพระแท้หรือไม่แท้ อยู่ที่ว่าเราอยู่ในกลุ่ม 4 คู่ 8 บุคคลที่ว่า เราอยู่ในกลุ่มนั้นไหม แล้วคนเหล่านี้เป็นคนที่เราควรต้อนรับ ทำบุญทำทาน สมควร ถ้ายังไม่ใช่แล้วก็ไม่มีศีลมีธรรม ครูบาอาจารย์ท่านสอน บอกข้าวทุกคำที่กินเข้าไป ตัวเองเป็นอลัชชี เหมือนกินลูกเหล็กเผาไฟ กินของร้อนเข้าไป แต่ถ้าเราตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เรายังไม่ได้เป็นอริยบุคคลก็จริงแต่ว่าตั้งใจทำความดีไป ก็ไม่เป็นหนี้มาก เพราะเราก็มีคุณงามความดี มีบุญมีกุศลเกิดขึ้น คนมาทำบุญกับคนดี เขาก็ได้บุญเยอะ แต่เราถ้าเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมา ก็สมควรรับทักษิณาทาน เต็มร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ดูอย่างนี้ พิจารณาไปแล้วจิตใจชุ่มชื่นเบิกบาน อย่างเวลาหลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎก อ่านเรื่องว่าพระพุทธเจ้าท่านไปทำอันนี้ๆ โอ๊ย ท่านมีคุณเหลือเกิน จิตใจเบิกบาน หรือฟังเรื่องพระสาวก อ่านเรื่องพระสาวก พระอรหันตสาวก พระอริยสาวก ครั้งพุทธกาล อ่านแล้วจิตใจฮึกเหิม เบิกบาน คุณของพระสงฆ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังมีอันหนึ่ง เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตอนนั้นท่านปกครองเมืองอะไรจำไม่ได้แล้ว ท่านก็คอยบอกพวกพ่อค้าที่เดินทางข้ามเมือง บอกถ้าได้ข่าวว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเมื่อไร ถ้าได้ข่าวนี้ให้มาบอก แล้ววันหนึ่งมีพ่อค้าคนหนึ่งมาบอก “พุทโธ โลเก อุปปันโน” พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นจิตใจสั่นสะเทือน สะเทือนอย่างแรง หา พูดว่าอะไร บอก “พุทโธ โลเก อุปปันโน” พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระเจ้าแผ่นดินนั้นปีติมากมาย หลวงพ่ออ่านตรงนี้ หลวงพ่อก็ปีติมากมายเหมือนกัน โอ้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระธรรม ธัมโม โลเก อุปปันโน พระธรรมเกิดขึ้นแล้วในโลก สังโฆ โลเก อุปปันโน พระสงฆ์เกิดขึ้นแล้วในโลก พอเราอ่านอย่างนี้ จิตใจมันมีกำลังฮึกเหิมขึ้นมา นี่คุณ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆอะไร เป็นคำบริกรรม เสียหายไหม ไม่เสียหาย แต่ว่ามีความต่างกับ ก. เอ๋ย ก. ไก่ ข. ไข่อยู่ในเล้าไหม ไม่ต่าง มันคือคำบริกรรม คืออุบายผูกจิตเราไม่ให้ดิ้นรนซนไปที่อื่น ไม่ว่าเราจะบริกรรมคำอะไร ชอบคำไหน ก็บริกรรมคำนั้น ชอบพุทโธก็บริกรรมพุทโธ ธัมโม สังโฆอะไรก็ว่าไป ชอบนะ มะ พะ ทะ ก็ได้เหมือนกัน จะสัมมาอะระหังก็ได้ จะบริกรรมอะไรก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยมีพระที่วัดป่าสาละวันองค์หนึ่งบวชอยู่กับหลวงพ่อพุธ ท่านมีแฟนแล้ว มาบวชชั่วคราว หลวงพ่อพุธท่านก็บอกให้พุทโธไป ท่านก็ไปหายใจเข้าพุทออกโธ ฝึกพุทโธๆ ไปแล้วใจมันห่วงแฟน คิดถึงแฟนแล้ว พระหนุ่มๆ ไม่รู้ว่ามาบวชเพราะอะไร อาจจะบวชเพราะว่าพ่อแม่บอกว่าถ้าไม่บวชจะไม่ให้แต่งงาน ก็ไม่รู้เหมือนกันองค์นี้ แต่สมัยโบราณถ้าไม่บวชไม่ได้แต่งงาน องค์นี้ท่านก็ท่องพุทโธๆ ไป บอกว่าอยู่ๆ จิตมันเปลี่ยนคำท่อง ไปท่องชื่อแฟน ท่องแต่ชื่อแฟนของตัวเองแล้วนึกขึ้นได้ตกใจ มาบอกหลวงพ่อพุธว่าผมทำบาปมหาศาลแล้ว แทนที่จะท่องพุทโธตามที่หลวงพ่อบอก มันไปท่องชื่อแฟนเฉยเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อบอกว่าท่องไปเลย ท่องชื่อแฟนของเรานั่นล่ะต่อไป เพราะอะไร จิตมันชอบคำนี้ ใช้ตัวนี้เป็นเครื่องผูกจิตไม่ให้หนีเตลิดเปิดเปิงไปที่อื่น ท่านก็ไปท่องชื่อแฟนของท่าน ท่องๆๆ ไป จิตรวมลงไป แล้วอาศัยที่จิตมันนึกถึงแฟน มันก็เห็นภาพแฟนโผล่ขึ้นมา ภาพสีกาโผล่ขึ้นมา ก็ยังท่องๆๆ ไปเรื่อยๆ เป็นนิมิตขึ้นมา ก็เห็นผู้หญิงคนนี้ค่อยๆ แก่ๆๆ ลงไป สุดท้ายก็ตาย เน่าๆ ไป ใจก็รวม สงบเข้ามาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมว่าจริงๆ แล้วจะท่องคำว่าอะไร มันก็แค่บริกรรมเป็นเครื่องผูกจิต เราก็รู้หลักก็ดูตัวเอง ชอบคำไหนก็เอาคำนั้น อย่างหลวงพ่อชอบพุทโธ เพราะว่าฝึกมาแต่เด็ก ตั้งแต่ปี 2502 หายใจเข้าพุทออกโธ ทำอย่างนี้ ใจมันชอบพุทโธ เวลาพุทโธ หลายคนบอกว่าท่องพุทโธทีไรหลับทุกที ตรงข้ามกับหลวงพ่อ ถ้าท่องพุทโธไม่หลับ นอนไปกี่ชั่วโมงยันสว่าง นอนอยู่อย่างนั้นก็ไม่หลับหรอก ท่องพุทโธไปเรื่อยๆ แล้วจิตมันมีกำลัง อันนี้อยู่ที่พวกเรา กรรมฐานนี่ ฉะนั้นถ้าจะทำพุทธานุสติ ก็ต้องคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า ธัมมานุสติ ก็คิดถึงคุณของพระธรรม สังฆานุสติก็คิดถึงคุณของพระสงฆ์ ส่วนบริกรรมก็เป็นอุบาย เป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง ก็ใช้ได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทวตานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสติข้ออื่นก็ยังมีอีกหลายอย่าง เทวตานุสติ คิดถึงเทวดา ทีนี้เรานึกไม่ออกเทวดาหน้าตาเป็นอย่างไร คิดไม่ออก เราคิดถึงคุณ ธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา ธรรมะที่ทำให้คนธรรมดาเป็นเทวดา คือเขามีศีล 5 แล้วเขามีหิริโอตัปปะ หิริก็คือมีความละอายใจที่จะทำชั่ว โอตัปปะก็คือเกรงกลัวผลของการทำชั่ว เราคิดถึงคุณของเทวดา ยุคนี้ชอบคิดถึงเทวดา แต่คิดแล้วกิเลสเกิด เจ้าประคุณ ขอเชิญเทพองค์นั้นองค์นี้มาช่วยเราอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้คิดถึงความดีของเขา แต่คิดอยู่ๆ ก็อยากให้เขามาช่วยเรา เขาจะมาช่วยอะไรเรา สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ช่วยกันไม่ได้จริงหรอก ช่วยให้กำลังใจได้ หรือว่าถ้าเรามีกรรมดีพอ เขาก็พอช่วยได้ ถ้าเราไม่มีกรรมดีของเราเลยก็ช่วยไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไปขอพรทุกวัน อู๊ย ไปขอตามวัดตามวา สร้างเทวรูป สร้างอะไรกันไว้เยอะแยะไปหมด เลย คนก็เข้าไปกราบไปไหว้ไปขอพร มันไม่เป็นพุทธเลย ไม่ได้คิดจะพึ่งตัวเอง คิดจะพึ่งคนอื่น พุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรมะ นิสัยขี้ขออ้อนวอน ร้องขอให้ช่วยไม่ใช่ชาวพุทธหรอก อย่างมีมาเรื่อยๆ มีสินค้าตัวใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวก็นับถือองค์นี้ๆ เดี๋ยวก็นับถือพระราหู ช่วงหนึ่งก็ราหูทั้งบ้านทั้งเมืองเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ก็ท้าวเวสสุวรรณ ถามว่าท้าวเวสสุวรรณ ถ้าเรานึกถึงจะดีไหม ดี อะไรที่ทำให้ท่านได้เป็นท้าวเวสสุวรรณ ท่านสร้างคุณงามความดีอะไร แล้วท่านเป็นเทพ ท่านมีหิริโอตัปปะ เราอยากดีอย่างท่านไหม ถ้าอยากดีอย่างท่าน เราก็ทำอย่างท่าน อย่างนี้ถึงจะชาวพุทธ ถ้าเรียกให้ท่านช่วยโน่นช่วยนี่ ท่านเป็นเทพ ท่านจะมาช่วยอะไรเรา เราต้องช่วยตัวเอง เดินไปในกฎแห่งกรรม เทวดาเก่งแค่ไหนก็ไม่ละเมิดกฎแห่งกรรมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขนาดพระพุทธเจ้าแก้กรรมให้ใครก็ไม่ได้ ไม่ใช่พอเจอพระพุทธเจ้าแล้วท่านจะแก้กรรมให้เราได้ ท่านเองยังไม่พ้นกรรมเลย ท่านก็ยังมีกรรม อย่างเคยวางยาเขา ถึงวันที่จะปรินิพพานท่านก็ถ่ายเป็นเลือด เป็นวิบากของท่าน วันสุดท้ายแล้วช่วงเดินทางจะรีบไปนิพพานที่กุสินารา หิวน้ำ อยากฉันน้ำ ยังไม่ได้ฉันเลย น้ำมันขุ่น นี่ก็เป็นกรรมที่ท่านต้องรับ ท่านก็ไม่ได้โอดครวญ โอ๊ย ฉันเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทำไมยังต้องรับกรรม ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นชาวพุทธเราต้องเป็นชาวพุทธจริงๆ ไม่ใช่พุทธแต่ในทะเบียนบ้าน พุทธแต่ชื่อ ใช้อะไรไม่ได้จริง ที่จริงแล้วนับถือผี นับถือเทพ พรหมอะไรอย่างนี้ ถ้าจะนับถือให้นับถือคุณงามความดีของเขา อย่างนับถือผีบรรพบุรุษก็คิดถึงคุณของบรรพบุรุษ บรรพบุรุษดำรงชีวิตยากลำบาก อย่างพ่อแม่เรามีชีวิตยากลำบาก ทำมาหากิน บางคนอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกอิ่มอย่างนี้ นี่เป็นคุณใหญ่หลวง คิดอย่างนี้ มันถึงจะเป็นชาวพุทธ ถ้าอ้อนวอนให้มาช่วยเราๆ ใครมันจะไปช่วย แต่ละคนก็มีความทุกข์ แต่ละคนก็มีกรรมของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเทวตานุสติ ก็คิดถึงธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา อนุสติตัวอื่นๆ ก็มีอีกเยอะ สีลานุสติ จาคานุสติ อย่างเราได้บริจาคทาน ถ้าทำด้วยใจบริสุทธิ์ ทุกวันนี้ทำทานก็ไม่บริสุทธิ์ ทำทานแล้วหวังผลตอบแทน ทำด้วยใจที่โลภ เป็นบุญเล็กน้อย เป็นบุญที่เจือด้วยอกุศล ฉะนั้นบุญก็ทำ กรรมชั่วก็ทำไปพร้อมๆ กันนั่นล่ะ ทำทานแล้วก็หวังรวย เอาสัตว์ไปปล่อย ปล่อยวัวปล่อยควาย ปล่อยปลา หวังว่าจะอายุยืน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ประเภทนี้ยังไม่ใช่พุทธหรอก ถ้าทำทานก็ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ทำด้วยเสียสละ ทำเพราะเห็นว่าสมควรจะทำ อย่างนั้นเราก็จะได้บุญสูงขึ้นไปอีก ก็ต้องรู้จักอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาคานุสติ สีลานุสติ มรณสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนหลวงพ่อบวชครั้งนี้ล่ะ ตอนบวชช่วงแรกๆ อยู่ที่เมืองกาญจน์ มีผู้หญิงคนหนึ่ง เขามาใส่บาตร ตักหลายทัพพี ตักทัพพีที่หนึ่ง ขอทุกข์ออกไปด้วย อันนี้โศก อันนี้โรค อันนี้ภัย แหน่ะ มายกทุกข์ โศก โรค ภัยให้พระ ตัวเองจะเอาดีๆ เอาข้าวมา เรียกเอากุ้งฝอยตกปลากะพง หลวงพ่อก็นึก พิลึกเว้ย ทำบุญ เอาของไม่ดี ทุกข์ โศก โรค ภัย ขอมอบถวายให้พระเอาไป ตัวเองจะได้เหลือแต่ดีๆ โอ๊ย อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ใช่ ไม่ได้มีปัญญาที่จะพ้นทุกข์อะไรเลย ก็แปลกดี อีกวันหนึ่งหลวงพ่อเลยอาพาธไปไหนไม่ได้เลย ไม่เกี่ยวกันหรอก อันนี้มุก แต่ว่าป่วยไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราคิดถึงสิ่งต่างๆ ต้องรู้จักคิดไปในทางที่ลดละกิเลส อย่างเราทำทานด้วยใจบริสุทธิ์ หลายคนไปบริจาคโลหิตๆ อยากช่วยเพื่อนมนุษย์อะไรอย่างนี้ มันดูสะอาดกว่าไปบริจาคโลหิตแล้วหวังว่าจะได้ผลอย่างนั้นผลอย่างนี้ ถ้าทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ บุญมันก็จะเต็มมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นทำทานก็ไม่ใช่ว่าต้องจ่ายเงิน ทานที่ไม่ต้องจ่ายเงินเยอะแยะเลย วัตถุทานมันทานชั้นต่ำ ถ้าทานอย่างบริจาคอวัยวะ บริจาคโลหิตอะไรอย่างนี้ เป็นบารมีระดับกลาง ถ้ากล้ากระทั่งสละชีวิตเพื่อสร้างคุณงามความดี เป็นปรมัตถบารมี บารมีชั้นสูง ฉะนั้นเวลาทำความดีทำให้มันได้บารมีสูงๆ หน่อย ถ้าทำแล้วเจือกิเลส ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร นี่จาคานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สีลานุสติ นึกถึงศีลที่เราตั้งใจรักษามาดีแล้ว พอนึกถึงจิตใจจะอิ่มเอิบเบิกบาน สีลานุสติ ไม่ใช่นั่งท่อง ศีลๆๆ ไม่ใช่ นั่นบริกรรม มรณานุสติ คิดถึงความตายบ้าง คิดถึงความตายบ่อยๆ วันละหลายๆ รอบยิ่งดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านถามภิกษุทั้งหลายว่าคิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง ภิกษุจำนวนมากบอกคิดถึงวันละ 1 ครั้ง ก่อนจะนอนก็คิดว่าเดี๋ยวเราก็ต้องตายวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าบอกประมาท ถามมาเรื่อยๆ พระอานนท์บอกคิดวันหนึ่งเป็นร้อยครั้งเลย พระอานนท์ก็อิ่มอกอิ่มใจ คิดตั้งร้อยครั้ง พระพุทธเจ้าคงชม ท่านบอกยังประมาทอยู่ แล้วท่านก็เฉลยบอกตัวท่านเองท่านเห็นความตายทุกขณะจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อยังภาวนาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง หลวงพ่อไม่เชื่อ ถ้าท่านคิดถึงความตายทุกขณะจิต ท่านก็คิดเรื่องอื่นไม่ได้ ไม่ต้องทำอะไรแล้ววันๆ คิดแต่ความตาย พอภาวนาแล้วเข้าใจตรงนี้ ที่ท่านเห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต คือสติท่านดี ท่านเห็นทุกอย่างเกิดดับๆๆ ตลอดเวลา ทุกขณะ ขณะล่วงไป ตลอดเวลาก็มีแต่สิ่งที่เกิดแล้วก็ดับๆ ท่านเห็นความตายอยู่ทุกขณะ เออ มันจริงของท่าน สมัยที่เราโง่ เราภาวนาไม่เข้มแข็ง เราก็สงสัย เอ๊ะ ท่านทำอย่างไร พิจารณาความตายได้ทุกขณะจิต พอภาวนา เข้าใจแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเรามีสติอยู่เรื่อยๆ เราเห็นสภาวธรรมเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เราเห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต เห็นทุกอย่างเกิดแล้วดับๆๆ ไปเรื่อย ฉะนั้นค่อยฝึกมรณสติ ถ้าอย่างหยาบก็ดูว่า โอ้ คนนี้เกิดมาแล้วก็ตาย ต่อไปเราก็ตายตามเขา ถ้าอย่างกลางๆ อย่างหยาบๆ ก็คือคนหนึ่งคนเกิดแล้วก็ตาย นี่หยาบที่สุดแล้ว ถ้าอย่างกลางๆ ก็เห็นคนๆ เดียวกันนั้น มันก็ตายมาเป็นลำดับ ตายจากเด็กอ่อนมาเป็นเด็กโต ตายจากเด็กโตมาเป็นวัยรุ่น ตายจากวัยรุ่นมาเป็นหนุ่มสาว ตายจากหนุ่มสาวมาเป็นคนกลางคน ตายจากกลางคนมาเป็นคนแก่ นี่เห็นความตายที่ละเอียดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าละเอียดยิบเลยก็คือเห็นความตายอยู่ทุกขณะ เป็นขณะๆ ไป อย่างขณะนี้มีความสุข แหมเราเป็นผู้มีความสุข อยู่แป๊บเดียวความสุขดับ ผู้มีความสุขตายไปแล้ว กลายเป็นผู้มีความทุกข์ขึ้นมา เราเห็นความตายละเอียดมากขึ้นๆ สุดท้ายก็จะเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าบอก พระพุทธเจ้าท่านเห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต เห็นไหมมรณสติไม่ใช่ตื้นๆ ไม่ใช่ตายๆ ตายๆ อันนั้นบริกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่องตายๆ ดีไหม ดี จิตไม่วอกแวกไปที่อื่น จิตอยู่กับคำบริกรรม ฉะนั้นท่องคำว่า แมวๆๆ ได้ไหม ได้ บางคนชอบแมว ก็ท่องแมวๆ เหมือนกันหมดเลย คำอะไรก็ได้ที่จะผูกจิตไม่ให้ซนไป อันนั้นก็เป็นอุบายก็ใช้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กายคตาสติ อานาปานสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสติ 10 ข้อ มีกายคตาสติ พิจารณาลงในร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไล่ลงไปทีละส่วนๆ ผมมีรูปร่างอย่างนี้ มีสีอย่างนี้ มีกลิ่นอย่างนี้ ไม่สวยไม่งามอย่างนี้ ไม่เที่ยง ทีแรกสั้นๆ แล้วก็ยาว ยาวแล้วก็ร่วง ทีแรกสีดำตอนนี้สีขาว มีแต่ความไม่เที่ยง บังคับไม่ได้ ถ้าบังคับได้ ในโลกมันก็ไม่มีคนหัวล้าน หรืออย่างหลวงพ่อถ้าบังคับได้ หลวงพ่อก็บังคับตัวเองให้หัวล้าน จะได้ไม่ต้องโกนผม เสียเวลา ตอนไปให้คีโมที่โรงพยาบาล ดีใจอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ต้องโกนผม ไม่มีผมให้โกน แหม มันเหมาะกับพระมากเลย ไม่มีผมนี่ ถ้าเป็นโยม เราก็อยากให้ผมเต็มหัว มันทำไม่ได้ มันสั่งไม่ได้ มันเป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิจารณากายคตาสติ เบื้องต้นก็พิจารณาไปถึงความมีอยู่ของร่างกายแต่ละส่วนๆ สูงขึ้นมาก็พิจารณาถึงความเป็นไตรลักษณ์ของมัน ค่อยพิจารณาไป แล้วพอพิจารณาไปเรื่อยๆ จดจ่ออยู่อย่างนี้จิตรวม เพราะว่าร่างกายที่เราไล่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันคือธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ อะไรพวกนี้ แล้วถ้าเราจดจ่อลงไปที่ธาตุ มันคือกสิณ อย่างเราดูผม ดูผมไปเรื่อยๆ มันคือกสิณดิน เพราะฉะนั้นกายคตาสติ อนุสติในตัวนี้ สามารถทำได้ถึงรูปฌาน อีกตัวหนึ่งคืออานาปานสติ อานาปานสติ มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้าเรื่อยๆ ไป อันนี้ก็ทำได้ถึงรูปฌานเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างเราจะทำอานาปานสติ ใช้จิตธรรมดาไปทำ ไม่ใช่เอาจิตโลภไปทำ อย่างจิตเราฟุ้งซ่าน ขณะนี้ธรรมดาของเราคือฟุ้งซ่าน นี่ธรรมดา ไม่ต้องหาทางแก้ ใช้จิตธรรมดานี่ล่ะหายใจไป ใช้จิตที่กำลังฟุ้งอยู่นี่ล่ะ หายใจออก รู้สึกตัว หายใจเข้า รู้สึกตัว เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า จิตจะสงบ จิตจะไม่สงบเรื่องของมัน แต่จดจ่อ หายใจไปแล้วรู้ๆ เดี๋ยวเดียวจิตจะสงบเอง เพราะเราไม่ไปยุ่งกับมัน แต่ถ้าจิตเราฟุ้งซ่าน เราไปนั่งหายใจ เมื่อไรจะสงบๆ จิตยิ่งฟุ้งซ่านมากกว่า เพราะเราไปเคี่ยวเข็ญ ไปบังคับมันจะให้มันสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่างทำอานาปานสติ แนะนำเลยว่าใช้ใจธรรมดานี่ล่ะไปทำ ไม่ต้องไปทำเซื่องๆ ซึมๆ แข็งๆ ทื่อๆ อะไรหรอก ใช้ใจปกติแล้วหายใจไปสบายๆ เดี๋ยวจิตมันก็รวมเองล่ะ กิเลสมันก็หายไปหมดล่ะ สู้สติไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา มันกลายเป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ฝึกไปแล้วจิตจะตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาได้ ค่อยๆ ฝึก จิตจะมีกำลัง ส่วนจิตจะตั้งมั่น ถ้าเมื่อไรเรารู้สภาวะ เห็นสภาวะ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาอัตโนมัติ เช่น เราเห็นจิตหลง รู้ว่าหลงปุ๊บ สติรู้ทันปั๊บ จิตหลงดับ จิตตั้งมั่นอัตโนมัติเกิด เราโกรธ มีสติรู้ว่าโกรธ ความโกรธจะดับ จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สภาวะจริงๆ จิตตั้งมั่น ไม่เฉพาะว่าจิตหลงแล้วรู้ๆ หรอก รู้สภาวะตัวไหนจิตก็ตั้งมั่นได้ทั้งนั้นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ไปฝึกเอาๆ เลือกเอา อยากทำกรรมฐานอะไร แต่ไม่แนะนำกสิณ ขี้เกียจแก้ให้ เห็นโน่นเห็นนี่ บ้าไป ลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตั้งอกตั้งใจภาวนา แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเองไป ให้มันสะอาดหมดจดมากขึ้นๆ แล้วชีวิตมันจะได้มีความสุข จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ เราทำสมถะ จิตสงบลงไป จิตก็มีความสุข เราเดินปัญญา จิตเห็นความจริง จิตปล่อยวางได้ จิตก็มีความสุขใหญ่เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นไม่ว่าเราจะฝึกทำสมถะ ฝึกจิตด้วยการทำสมถะ หรือฝึกจิตในขั้นของวิปัสสนา ลงท้ายมันจะมีความสุข จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ แล้วเราจะพบว่าไม่มีอะไรมีคุณค่าในชีวิตเราจริงเลย เท่ากับการที่เราได้ปฏิบัติธรรม เป็นบุญนักหนาแล้วที่ได้ยินได้ฟังธรรมะ เป็นบุญอย่างมหาศาลที่ได้ลงมือทำ แล้วชีวิตจะได้ร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้นๆ แล้วขั้นสุดท้ายค่อยไปวางความสุขอีกทีหนึ่ง ตอนนี้สุขไปก่อน ในโลกมันทุกข์เยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ สมถะก็จำเป็น เดินปัญญารวดไปเลยแล้วไม่ทำสมถะ จิตจะไม่มีกำลังเดินปัญญาจริงหรอก มันจะฟุ้งในธรรมะ เพราะฉะนั้นต้องแบ่งเวลาทุกวัน ตั้งอกตั้งใจไว้ จะต้องทำสมถกรรมฐาน เวลาจิตเราฟุ้งซ่าน เราก็ไม่ต้องไปดัดแปลงจิต เราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์กรรมฐานที่เราถนัด ที่อยู่แล้วสบายใจ เดี๋ยวมันสงบเอง ถ้าจิตมันสงบแล้ว เราก็ฝึกทำกรรมฐานของเราต่อไป รู้ทันจิตไว้ เดี๋ยวจิตก็หนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ทัน จิตจะตั้งมั่น หายใจไป ทำกรรมฐานไปอะไรก็ได้ อย่างถ้าหลวงพ่อก็หายใจเอา ถ้าจิตไหลลงไปอยู่ที่ลมหายใจก็รู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเรารู้ทันสภาวะ จริงๆ ไม่เฉพาะรู้ทันจิตหรอก ถ้ารู้สภาวธรรมเมื่อไร จิตก็ตั้งมั่นอัตโนมัติได้ แต่สภาวะที่เกิดบ่อยก็คือจิตหลง มันเกิดบ่อย ครูบาอาจารย์ก็เลยมาย้ำว่าหลงแล้วรู้ๆ ที่จริงถ้าโกรธแล้วเรารู้ว่าโกรธ จิตก็ตั้งมั่น เพียงแต่เราไม่ได้โกรธบ่อยขนาดนั้น แต่หลงมันหลงบ่อย ก็เลยมาเน้นที่หลง ในความเป็นจริง ไม่ว่าสภาวธรรมตัวใดเกิด สติระลึกรู้ได้ จิตจะมีสมาธิชนิดตั้งมั่นอัตโนมัติขึ้นมาทันทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนสมาธิสงบ ต้องฝึกเอา ทำกรรมฐานที่จิตใจพอใจไปอยู่กับมัน พักผ่อน จิตจะมีกำลัง พอมีกำลังแล้วคอยรู้ทันจิต จิตจะตั้งมั่น ฉะนั้นถ้าเรารู้อารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง จิตจะมีกำลัง ถ้าเรารู้เท่าทันจิตใจตนเอง จิตจะตั้งมั่น นี่คือสมาธิ 2 อย่าง อยู่ในเรื่องของจิตตสิกขา จะทำให้เราได้สมาธิที่ดี ส่วนปัญญาสิกขา แยกธาตุแยกขันธ์ไป ดูแต่ละธาตุแต่ละขันธ์แสดงไตรลักษณ์ไป แล้วแต่ความถนัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
24 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4_10-%E5%8D%81%E9%9A%8F%E5%BF%B5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10949</id>
		<title>《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4_10-%E5%8D%81%E9%9A%8F%E5%BF%B5%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8824%E6%97%A5&amp;diff=10949"/>
		<updated>2025-04-11T12:29:15Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ {{页面横幅-Thai}}   อนุสติ 10  ที่เรามาฝึกกรรมฐานกัน มันเป็นการฝึกจิต ไม่ได้ฝึกอย่างอื่นหรอก เมื่อก่อนมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ไปเข้าคอร์สที่เขาจัดกันทั่วๆ ไป เดินยกย่าง แกบ่นให…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสติ 10&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เรามาฝึกกรรมฐานกัน มันเป็นการฝึกจิต ไม่ได้ฝึกอย่างอื่นหรอก เมื่อก่อนมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ไปเข้าคอร์สที่เขาจัดกันทั่วๆ ไป เดินยกย่าง แกบ่นใหญ่ว่าจะฝึกอย่างนี้มันต้องฝึกมานานๆ มิฉะนั้นกำลังตกหมด ร่างกายเสีย แกคิดว่าฝึกกรรมฐานเป็นการฝึกเคลื่อนไหว ฝึกร่างกายให้แข็งแรง ความจริงไม่ใช่ มันเป็นงานฝึกจิต เราจะฝึกจิตใน 2 อย่าง เบื้องต้นเราฝึกจิตให้มันมีกำลัง ตั้งมั่น มีกำลังมันต้องสงบแล้วก็ฝึกให้ตั้งมั่น พอจิตเรามีกำลังตั้งมั่นดีแล้ว ก็ฝึกอย่างที่สอง ฝึกให้จิตเกิดปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อสอนมานาน ที่จริงเริ่มสอนมาตั้งแต่ ปี 2527 หลายคนยังไม่เกิด หลวงพ่อก็ยังไม่ได้บวชตอนนั้น มาบวชปี 2544 ที่สอนอยู่สม่ำเสมอก็เรื่องการฝึกจิตนั่นล่ะ ทั้งเรื่องของสมถกรรมฐาน ทั้งวิปัสสนากรรมฐาน มีไฟล์ที่เทศน์สอนหลายพันกัณฑ์ ตอนนี้ทางมูลนิธิฯ เขาแจ้งมา จะทำแผ่นที่หนึ่งร้อย แล้วจะเลิกทำซีดีเพราะตกยุคแล้ว เพราะยุคนี้ไม่มีคนสนใจฟังซีดี ไม่มีเครื่องจะฟังแล้ว ก็ต้องปรับเปลี่ยนไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อสอนทีแรกก็แค่เขียนแล้วซีร็อกซ์แจก ขี้เกียจพูดซ้ำๆ ต่อมาก็พิมพ์เป็นหนังสือ นายนี่ตอนนี้เป็นพระแล้ว มาขออัดเทปแล้วบอกจะไม่เอาไปเผยแพร่ ไปทำเทปขึ้นมาแล้วก็ปั๊ม ห้ามเผยแพร่ โห มันไปเร็วมากเลย เพราะว่าห้ามเผยแพร่ ท่านบอกช่วยกันฟัง ไม่มีใครฟัง แล้วค่อยมาพัฒนามาเป็นซีดี ได้ 100 แผ่น ก็พอสมควรแก่เวลายกเลิก แล้วมูลนิธิฯ เขาก็ไปหาทางเผยแพร่เอาเอง เดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องออนไลน์ไปหมด ก็เปลี่ยนตามสถานการณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทศน์มาเป็นพันๆ ครั้งหลายพันครั้ง แต่ทุกครั้งมันก็อยู่ในเรื่องของสมถกรรมฐานกับวิปัสสนากรรมฐาน ไม่ออกไปเรื่องอื่นหรอก เคยเทศน์นอกเหนือจากนี้ครั้งเดียวล่ะ ตอนที่หลวงปู่แสงถูกโจมตี เทศน์ออกนอกเรื่องไปนิดหนึ่ง แต่จริงๆ ก็เพื่อบอกให้รู้ว่าถึงเราจะภาวนาดีแค่ไหน แต่โดยธาตุขันธ์ของมนุษย์มันก็มีขีดจำกัดอยู่ ธาตุขันธ์ของเรามันเกิดจากวิบากกรรมเก่าให้ผลมา บางทีก็แข็งแรง บางทีก็ไม่แข็งแรง บางคนก็ป่วยอย่างโน้นอย่างนี้ ภาวนาดีแค่ไหน มันก็หนีไม่พ้นหรอก มันก็เป็นเรื่องพื้นฐาน ทำความเข้าใจ อย่าไปวาดภาพว่าเราปฏิบัติแล้วร่างกายเราจะเป็นอมตะ ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายอะไรนี่ คนละเรื่องกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เทศน์ทั้งหมดที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของสมถะกับวิปัสสนากรรมฐาน สมถกรรมฐานในตำราเขาสอนไว้ 40 ชนิด ใน 40 ชนิดนี้จะเป็นเรื่องของกสิณสัก 10 อย่าง หลวงพ่อจะไม่ค่อยได้สอนเรื่องกสิณ หลวงพ่อก็ทำไม่ได้ทั้ง 10 อย่าง เล่นอยู่ไม่กี่อย่างแล้วก็เบื่อ ขี้เกียจเล่นเลยไม่เอา เล่นกสิณดิน น้ำ ไฟ ลม ปรุงธาตุได้ จะให้แข็งแรงก็ได้ แต่ไม่เอา อยู่นานๆ ก็คือทุกข์นานๆ นั่นล่ะ จะปรุงไปทำไม แล้วกสิณนั้นก็ทำให้ออกรู้ออกเห็นอะไรได้ รู้อดีต รู้อนาคต มีตาทิพย์ มีหูทิพย์ หลวงพ่อไม่สนใจ เบื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนยังไม่บวชก็เล่นเหมือนกัน ก็รู้ ได้ยินเสียง เสียงคน เสียงไม่ใช่คน ได้ยิน สุดท้ายมันทรมาน เราจะนอนก็ได้ยินเสียง รำคาญ หาทางแก้ไขไม่สำเร็จ เลยไปกราบหลวงปู่เทสก์ ไปบอกท่านมันทรมาน ผมไม่อยากได้ ทำอย่างไรมันจะปิดได้ คล้ายๆ เปิดได้ปิดได้ อันนี้มันเปิดอย่างเดียว ไม่ปิด ออกรู้ออกเห็นตลอดเวลา หลวงปู่เทสก์ท่านก็บอกว่ามันยังไม่แก่กล้าพอ ถ้าแก่กล้าพอมันก็เปิดได้ปิดได้ อย่างเราอยากรู้อยากเห็นอะไรก็เปิด ไม่อยากรู้ไม่อยากเห็นก็ปิดไป พอท่านบอกต้องแก่กล้าพอ โอ๊ย เราเมื่อไรจะแก่กล้า จะต้องทรมานอีกนาน เลยไม่เอาแล้ว นั่งสมาธิ เข้าสมาธิไป อธิษฐานๆ ขอต่อไปนี้ขอไม่ได้ยิน รำคาญเสียง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงเป็นศัตรูของปฐมฌาน กวน ถ้าเราจะเข้าฌานตั้งแต่ฌานที่หนึ่ง เสียงจะเป็นเครื่องกวน ฌานที่สอง ตัววิตกวิจารจะเป็นเครื่องรบกวน อย่างจะขึ้นฌานที่สองแต่ใจยังพะวงอยู่กับปฏิภาคนิมิต ห่วงวิตก ห่วงวิจารอยู่ มันทำไม่ได้ ฌานที่สาม ศัตรูของมันคือตัวปีติ ใจก็จะหวือหวาๆ ไป ไม่มีความสุข ศัตรูของฌานที่สี่คือความสุข จิตเราเป็นอุเบกขาอยู่ พอมันเกิดความสุขขึ้นมา จิตมันถอยออกมา จากฌานที่สี่ มันมีศัตรู ศัตรูตัวที่หนึ่งเลยที่ทำให้เราทำสมาธิลึกๆ ยาก คือเสียง หลวงพ่อใช้วิธีอธิษฐาน ต่อไปนี้ขอไม่ได้ยินเสียงแล้วก็ทำความสงบลึกเข้าไป ถอยออกมาอธิษฐานซ้ำ เข้าออกๆ ตั้งแต่นั้นไม่ได้ยินเสียงอีกแล้ว ตอนนี้สบาย เงียบๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งเหล่านี้มันเป็นผลจากกสิณ หลวงพ่อไม่แนะนำให้พวกเราเล่น ถ้าเล่นแล้วมักจะเตลิด แต่บางอย่างมันก็มีประโยชน์ อย่างเรามีทิพยจักษุอย่างนี้ เราเห็นนรกมีจริง สวรรค์มีจริง ตายแล้วไม่สูญ เห็นอย่างนี้ ใจเราจะกลัวบาป ไม่อยากทำบาป อยากทำบุญ ใจเราก็จะไม่ตกต่ำ เดินทางไกลในสังสารวัฏแล้วก็ไม่ตกต่ำ เพราะมันไม่กล้าทำบาป มันเห็นสัตว์ทำบาปแล้วลำบาก ก็มีประโยชน์ แต่ว่าโทษมันเยอะ พอรู้พอเห็นมันก็จะซน ควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตั้งแต่นั้นก็จะดูกายดูใจของตัวเองยาก เพราะมันจะดูออกนอก เลยไม่ได้สอนไม่ได้แนะนำให้พวกเราเล่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พุทธานุสติ ธัมมานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมฐานที่ไม่มีโทษไม่มีภัยแล้วก็ไม่ยากเกินไป กสิณยาก ของที่ไม่มีโทษไม่มีภัย เรื่องของสมถกรรมฐาน คือเรื่องของอนุสติ อนุสติ 10 ข้อ ไปดูพจนานุกรมของท่านสมเด็จประยุทธ ไปดูอนุสติ 10 ข้อ อย่างพุทธานุสสติ เราคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงคุณของท่าน พุทธานุสติไม่ใช่พุทโธๆๆ อันนั้นเป็นบริกรรมเฉยๆ พุทธานุสติจริงๆ คือคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า ถ้าละเอียดก็ไปอยู่ในบท อะสังวิสุโลปุสะพุภะ 9 ข้อ ท่านเป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่ไม่มีกิเลส ก็ไปดู พิจารณา 9 ประการ ถ้าอย่างละเอียด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหยาบพุทธคุณ พุทธคุณของท่านก็มีเรื่องมีบริสุทธิคุณ มีปัญญาธิคุณ มีกรุณาธิคุณ บทนะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ สัมมาสัมพุทธัสสะเป็นปัญญา ท่านตรัสรู้ด้วยตัวท่านเองได้ ภะคะวะโต ผู้จำแนกแจกธรรม อะระหะโต ผู้บริสุทธิ์ มีกรุณาแจกธรรมะ มีความบริสุทธิ์ แล้วตรัสรู้ได้ด้วยตัวเอง มีพระปัญญาธิคุณ คิดถึงพระพุทธเจ้า จิตใจเบิกบาน อย่างหลวงพ่อเวลาคิดถึงพระพุทธเจ้า จิตใจจะเกิดปีติอย่างง่ายๆ เลย คิดถึงคุณของท่าน โอ้ ท่านสงเคราะห์สัตว์โลกมากมาย ตัวเองลำบาก ยอมลำบากมากมาย คิดถึงคุณของท่านก็เป็นพุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ อะไรก็มีหลักอยู่แล้วในบทสวด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธัมมานุสติก็คิดถึงสวากขาโต ภะคะวาตาธัมโม พระธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว สันทิฏฐิโก เห็นตามได้ ไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัวของพระพุทธเจ้าคนเดียว แล้วพวกเราสามารถเห็นตามได้ สันทิฏฐิโก อะกาลิโก ไม่จำกัดด้วยเวลา เพราะฉะนั้นธรรมะไม่เคยเสื่อม ธรรมะไม่เคยสูญ จะมีพระพุทธเจ้าหรือไม่มีพระพุทธเจ้า ธรรมะก็ยังมีอยู่ พระพุทธเจ้าท่านแค่เป็นผู้ไปค้นพบเป็นคนแรกเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โอปะนะยิโก สวากขาโต ภะคะวาตาธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก ธรรมะเป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปอัญเชิญพลังพระธรรมมาที่ตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ น้อมเข้ามาที่ตัวเองก็คือหันมาเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองนี้ ไม่ต้องไปเรียนที่อื่น เอหิปัสสิโก พึงกล่าวกับผู้อื่นว่ามาลองดูเถิด โอปะนะยิโก น้อมเข้ามาหาตัวเอง ถ้าเราน้อมเข้ามาหาตัวเองแล้วเราก็จะรู้ด้วยตัวเองว่าความทุกข์มันเกิดจากอะไร ความพ้นทุกข์มันเกิดจากอะไร มันจะรู้ 6 ประการ สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ดีแล้ว สันทิฏฐิโก เห็นตามได้ อะกาลิโก ไม่จำกัดด้วยเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอหิปัสสิโก เป็นธรรมะท้าพิสูจน์ ไม่ใช่ธรรมะขอร้องให้เชื่อ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้อ้อนวอนว่าจงเชื่อเถิด จงศรัทธาแล้วเชื่อเถิด ชาวพุทธเราไม่โง่อย่างนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมะที่ห้าวหาญ ไม่กลัวการพิสูจน์ ท้าทายให้พิสูจน์ บอกว่าลองมาดูเถิด ลองมาดูด้วยตัวเองว่าจริงหรือไม่จริง ไม่ต้องเชื่อ อย่างเราลองมาภาวนา เราก็จะเห็นด้วยตัวเราเอง ไม่ต้องเชื่อเลยว่าถ้าตัณหาเกิดทีไร ความทุกข์ก็เกิดทุกที ไม่ต้องเชื่อ แต่มันจะเห็นด้วยตัวเอง แล้ววิธีที่เราจะเห็นได้ โอปะนะยิโก น้อมเข้าหาตัวเอง มาเรียนรู้อยู่ที่ตัวเอง เรียนรู้ที่กายที่ใจ กรรมฐานไม่เรียนเกินกายเกินใจออกไป วนเวียนเรียนอยู่ที่กายที่ใจนี้ล่ะ ถนัดรู้กายก่อนก็รู้ไป ถนัดรู้จิตก่อนก็รู้ไป ไม่เป็นไร แล้วแต่ทางใครทางมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้ายก็จะมาที่ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ วิญญูชนรู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องถามใคร ส่วนมากชอบมาถามที่ภาวนาได้โสดาบันหรือยัง โอ๊ย ตัวเองยังไม่รู้อีกหรือ วิธีจะดูว่าตัวเองได้ธรรมะขั้นไหน ไม่ต้องไปถามใครเขา ให้ดูกิเลสตัวเอง วัดใจตัวเอง ใจของเราตอนนี้พ้นจากกิเลสตัวไหนบ้าง พ้นจากกิเลสหรือยัง ละกิเลสตัวไหนได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสตัวไหนยังเหลืออยู่ กิเลสบางตัวที่ว่าละได้ๆ ก็ดูอีก เด็ดขาดจริงหรือเปล่า วัดใจ เวลาเราวัดความก้าวหน้า ของการปฏิบัติ ไม่ได้วัดที่อื่นหรอก เราวัดใจของเราเองว่ายังมีกิเลสอยู่สักเท่าไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างหลวงพ่อภาวนาก่อนนี้ หลวงปู่ยังอยู่ หลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อรู้เลย กิเลสของเราละได้เท่าไร ยังเหลืออีกเท่าไร รู้ ไปเล่าให้หลวงปู่ฟังท่านก็ยิ้ม คนมีปัญญาก็วัดใจตัวเองออก ไม่ต้องถามใคร วิญญูชนรู้ด้วยตัวเอง แต่วิธีจะรู้อันแรกสุดเลย อย่าอคติ อย่าลุ้น ได้ไม่ได้ๆ ไม่ได้หรอก ได้ไม่ได้ๆ ไม่ได้หรอก ไม่ต้องถามต่อเลย มันยังลังเลสงสัยอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วที่ว่าได้ๆ เชื่อมั่นว่าได้ อ่านจิตลงไป บอกว่าไม่เห็นสักกายทิฏฐิเลย ไม่เห็นว่าจิตเป็นตัวเราเลย ไม่เห็นขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ไม่เห็นตัวเราตรงไหนเลย เพราะฉะนั้นเป็นโสดาบันแล้ว ต้องรู้อย่าง สักกายทิฏฐิเป็นชื่อของกิเลสชนิดหนึ่ง มันก็คือทิฏฐิ เป็นกิเลสตัวหนึ่ง กิเลสก็เกิดดับ ไม่ได้มีตลอดเวลา ฉะนั้นบางทีดูลงไปก็ไม่เห็นตัวเรา ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่มันยังไม่เกิด ฉะนั้นเวลาที่เราจะดูกิเลสตัวเองเราต้องดูด้วยจิตปกติ จิตธรรมดาอย่างขณะนี้ถึงจะดูออกว่ากิเลสมีหรือไม่มี ถ้าเราไปเข้าฌาน ดูลงไป มีแต่ว่างๆๆ เอ๊ะ ไม่เห็น โทสะก็ไม่มีแล้ว ตัวตนอะไรก็ไม่มี ดับไปหมดเลย อันนั้นใช้ไม่ได้ ฉะนั้นเวลาจะวัดกิเลส วัดด้วยใจปกติของมนุษย์ปกติอย่างพวกเราอย่างนี้ล่ะ ดูสิ ตอนนี้ยังมีกิเลสอะไรอยู่ ตอนนี้ไม่มีกิเลสอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ชื่อหลวงพ่อกิม หลวงพ่อกิมเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ แล้วเป็นพระที่จิตใจมีพลังเยอะ มีความสามารถพิเศษมาก รู้อะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมดเลย ท่านเคยบอกหลวงพ่อบอกว่าถ้าหากดูไม่ออก ให้บอกคนที่มาเรียนด้วย ให้สังเกตเอา 3 เดือน กิเลสตัวที่คิดว่าหายไปแล้วจะกลับมาไหม ให้ดูสัก 3 เดือน อย่างเราภาวนา จิตรวมปุ๊บ สว่างขึ้นมา เราบอกเราได้โสดาบันแล้ว เราไม่เห็นว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเรา ไม่มีตัวเราในขันธ์ 5 ไม่มีตัวเราที่ไหนเลย ท่านบอกว่าให้ดูด้วยจิตใจปกติสัก 3 เดือน อย่างไรมันก็ต้องโผล่ขึ้นมา ถ้ามันไม่ใช่ของจริง เดี๋ยวมันก็มีตัวเราขึ้นมาจนได้แล้ว ท่านให้เวลาตั้ง 3 เดือน จริงๆ ถ้าสังเกตจริงๆ แป๊บเดียวก็เห็นแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะสังเกตจิตใจตัวเองว่ามีกิเลสแค่ไหน อันไหนละแล้ว อันไหนยังไม่ละ ให้สังเกตในสภาวะที่จิตใจเป็นธรรมดาๆ จิตใจปกติอย่างนี้ล่ะ อย่าไปเข้าสมาธิทรงฌานแล้วบอก โอ๊ย ไม่มีโทสะ มันก็ไม่มีโทสะนั่นล่ะ เพราะโทสะก็ไม่ได้เกิดตลอด บางทีจิตก็สงบลงไป ว่าง บอกว่าไม่มีตัวตน จิตไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เราๆ เราก็ด่ามันเสียทีหนึ่ง แค่นี้มันก็เป็นเราขึ้นมาอีกแล้ว ฉะนั้นบางทีครูบาอาจารย์ท่านก็เล่นงานเอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างมีพระองค์หนึ่งท่านคิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ไปหาหลวงปู่ดูลย์ จะไปสอนหลวงปู่ดูลย์ คิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว คนอื่นไม่มีใครบรรลุแล้วในโลกนี้ นี่เป็นความวิปลาส มีวิปัสสนูปกิเลส หลวงปู่ดูลย์ก็พยายามแก้ให้ แก้เท่าไรก็ไม่ยอม ไม่เชื่อเลยเพราะคิดว่าหลวงปู่ดูลย์ไม่เข้าใจธรรมะที่ลึกซึ้งอย่างนี้ ก็เลยมองไม่ออกว่าท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว หลวงปู่แก้อยู่พักใหญ่ กี่วันจำไม่ได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุดท้ายท่านใช้ไม้ตาย ท่านด่าเอาว่า “ไปไอ้สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน” พระอรหันต์ถูกด่า โกรธ เลย โกรธ คว้าไม้กวาดพาดบ่า นึกว่าเป็นกลด พาดบ่า เดินออกไปจากวัดบูรพาราม เดินไปทางใต้ ลงไป 3 กิโลเมตร ไปถึงวัดป่าโยธาประสิทธิ์ แล้วเพิ่งนึกได้ เฮ้ย นี่โกรธ โอ้ ไม่ใช่พระอรหันต์แล้ว ก็เข้าไปพักที่วัดป่าโยธาประสิทธิ์แล้วก็วันหลังก็ขึ้นมาขอขมาหลวงปู่ หลวงปู่ไม่ได้ว่าอะไร ที่ท่านด่า ท่านไม่ได้โมโห ท่านกระตุ้นให้เห็นกิเลส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราจะดูกิเลสตัวเอง ต้องดูด้วยจิตที่ปกติ ตอนที่จิตใจเราธรรมดาอย่างนี้ล่ะ ตากระทบรูป กิเลสมันก็เกิด หูได้ยินเสียง กิเลสก็เกิด จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด กิเลสก็เกิด เรามาดู แล้ววิญญูชนมันรู้ด้วยตัวเอง ทรชนไม่รู้หรอกต้องวิญญูชน ถึงจะรู้ด้วยตัวเองได้ว่าเราเข้าใจธรรมะแค่ไหน ระดับไหนถ้าเข้าใจแล้ว มันก็จะฟังปุ๊บ อย่างเราได้ยินใครพูดธรรมะอะไร เราฟังปุ๊บเรารู้แล้วว่าเป็นธรรมะระดับไหน รู้ด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังฆานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณของพระสงฆ์ บทสุปะฏิปันโน ปฏิบัติดี อุชุปะฏิปันโน ปฏิบัติตรงทาง ไม่นอกลู่นอกทาง นอกลู่นอกทาง เช่น แวะไปเล่นไสยศาสตร์ ออกรู้ออกเห็นอะไรต่ออะไร อันนั้นเรียกว่าไม่ใช่อุชุปะฏิปันโนแล้ว เตลิดเปิดเปิง ญายะปะฏิปันโน ปฏิบัติในธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ สามีจิปะฏิปันโน ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว นี่ลักษณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วท่านก็บอกเลย คนที่เป็นสาวกของท่านก็คือพระอริยบุคคล 8 จำพวก คือพระโสดาปัตติมรรคบุคคล พระโสดาปัตติผลบุคคล คู่หนึ่ง สกิทาคามีมรรคบุคคล สกิทาคามีผลบุคคล อีกคู่หนึ่ง อนาคามีมรรค อนาคามีผล อีกคู่หนึ่ง อรหัตตมรรค อรหัตตผล อีกคู่หนึ่ง นี่คือสาวก ท่านไม่ได้บอกว่าคนที่บวชคือสาวะกะสังโฆ เพราะฉะนั้นเราเป็นฆราวาส เราก็สามารถเป็นสังโฆได้ เป็นสังฆะได้ เป็นพระตัวจริงได้ อย่างหลวงพ่อใส่จีวร หลวงพ่อเป็นพระสมมติ เป็นพระสมมติ สงฆ์ลงมติว่ารับนายคนนี้ รับนายปราโมทย์มาเป็นพระ นายปราโมทย์ก็เลยเป็นพระสมมติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนจะเป็นพระแท้หรือไม่แท้ อยู่ที่ว่าเราอยู่ในกลุ่ม 4 คู่ 8 บุคคลที่ว่า เราอยู่ในกลุ่มนั้นไหม แล้วคนเหล่านี้เป็นคนที่เราควรต้อนรับ ทำบุญทำทาน สมควร ถ้ายังไม่ใช่แล้วก็ไม่มีศีลมีธรรม ครูบาอาจารย์ท่านสอน บอกข้าวทุกคำที่กินเข้าไป ตัวเองเป็นอลัชชี เหมือนกินลูกเหล็กเผาไฟ กินของร้อนเข้าไป แต่ถ้าเราตั้งอกตั้งใจปฏิบัติ เรายังไม่ได้เป็นอริยบุคคลก็จริงแต่ว่าตั้งใจทำความดีไป ก็ไม่เป็นหนี้มาก เพราะเราก็มีคุณงามความดี มีบุญมีกุศลเกิดขึ้น คนมาทำบุญกับคนดี เขาก็ได้บุญเยอะ แต่เราถ้าเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมา ก็สมควรรับทักษิณาทาน เต็มร้อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ดูอย่างนี้ พิจารณาไปแล้วจิตใจชุ่มชื่นเบิกบาน อย่างเวลาหลวงพ่ออ่านพระไตรปิฎก อ่านเรื่องว่าพระพุทธเจ้าท่านไปทำอันนี้ๆ โอ๊ย ท่านมีคุณเหลือเกิน จิตใจเบิกบาน หรือฟังเรื่องพระสาวก อ่านเรื่องพระสาวก พระอรหันตสาวก พระอริยสาวก ครั้งพุทธกาล อ่านแล้วจิตใจฮึกเหิม เบิกบาน คุณของพระสงฆ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังมีอันหนึ่ง เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตอนนั้นท่านปกครองเมืองอะไรจำไม่ได้แล้ว ท่านก็คอยบอกพวกพ่อค้าที่เดินทางข้ามเมือง บอกถ้าได้ข่าวว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกเมื่อไร ถ้าได้ข่าวนี้ให้มาบอก แล้ววันหนึ่งมีพ่อค้าคนหนึ่งมาบอก “พุทโธ โลเก อุปปันโน” พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระเจ้าแผ่นดินองค์นั้นจิตใจสั่นสะเทือน สะเทือนอย่างแรง หา พูดว่าอะไร บอก “พุทโธ โลเก อุปปันโน” พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระเจ้าแผ่นดินนั้นปีติมากมาย หลวงพ่ออ่านตรงนี้ หลวงพ่อก็ปีติมากมายเหมือนกัน โอ้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระธรรม ธัมโม โลเก อุปปันโน พระธรรมเกิดขึ้นแล้วในโลก สังโฆ โลเก อุปปันโน พระสงฆ์เกิดขึ้นแล้วในโลก พอเราอ่านอย่างนี้ จิตใจมันมีกำลังฮึกเหิมขึ้นมา นี่คุณ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนท่องพุทโธ ธัมโม สังโฆอะไร เป็นคำบริกรรม เสียหายไหม ไม่เสียหาย แต่ว่ามีความต่างกับ ก. เอ๋ย ก. ไก่ ข. ไข่อยู่ในเล้าไหม ไม่ต่าง มันคือคำบริกรรม คืออุบายผูกจิตเราไม่ให้ดิ้นรนซนไปที่อื่น ไม่ว่าเราจะบริกรรมคำอะไร ชอบคำไหน ก็บริกรรมคำนั้น ชอบพุทโธก็บริกรรมพุทโธ ธัมโม สังโฆอะไรก็ว่าไป ชอบนะ มะ พะ ทะ ก็ได้เหมือนกัน จะสัมมาอะระหังก็ได้ จะบริกรรมอะไรก็ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยมีพระที่วัดป่าสาละวันองค์หนึ่งบวชอยู่กับหลวงพ่อพุธ ท่านมีแฟนแล้ว มาบวชชั่วคราว หลวงพ่อพุธท่านก็บอกให้พุทโธไป ท่านก็ไปหายใจเข้าพุทออกโธ ฝึกพุทโธๆ ไปแล้วใจมันห่วงแฟน คิดถึงแฟนแล้ว พระหนุ่มๆ ไม่รู้ว่ามาบวชเพราะอะไร อาจจะบวชเพราะว่าพ่อแม่บอกว่าถ้าไม่บวชจะไม่ให้แต่งงาน ก็ไม่รู้เหมือนกันองค์นี้ แต่สมัยโบราณถ้าไม่บวชไม่ได้แต่งงาน องค์นี้ท่านก็ท่องพุทโธๆ ไป บอกว่าอยู่ๆ จิตมันเปลี่ยนคำท่อง ไปท่องชื่อแฟน ท่องแต่ชื่อแฟนของตัวเองแล้วนึกขึ้นได้ตกใจ มาบอกหลวงพ่อพุธว่าผมทำบาปมหาศาลแล้ว แทนที่จะท่องพุทโธตามที่หลวงพ่อบอก มันไปท่องชื่อแฟนเฉยเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงพ่อบอกว่าท่องไปเลย ท่องชื่อแฟนของเรานั่นล่ะต่อไป เพราะอะไร จิตมันชอบคำนี้ ใช้ตัวนี้เป็นเครื่องผูกจิตไม่ให้หนีเตลิดเปิดเปิงไปที่อื่น ท่านก็ไปท่องชื่อแฟนของท่าน ท่องๆๆ ไป จิตรวมลงไป แล้วอาศัยที่จิตมันนึกถึงแฟน มันก็เห็นภาพแฟนโผล่ขึ้นมา ภาพสีกาโผล่ขึ้นมา ก็ยังท่องๆๆ ไปเรื่อยๆ เป็นนิมิตขึ้นมา ก็เห็นผู้หญิงคนนี้ค่อยๆ แก่ๆๆ ลงไป สุดท้ายก็ตาย เน่าๆ ไป ใจก็รวม สงบเข้ามาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหมว่าจริงๆ แล้วจะท่องคำว่าอะไร มันก็แค่บริกรรมเป็นเครื่องผูกจิต เราก็รู้หลักก็ดูตัวเอง ชอบคำไหนก็เอาคำนั้น อย่างหลวงพ่อชอบพุทโธ เพราะว่าฝึกมาแต่เด็ก ตั้งแต่ปี 2502 หายใจเข้าพุทออกโธ ทำอย่างนี้ ใจมันชอบพุทโธ เวลาพุทโธ หลายคนบอกว่าท่องพุทโธทีไรหลับทุกที ตรงข้ามกับหลวงพ่อ ถ้าท่องพุทโธไม่หลับ นอนไปกี่ชั่วโมงยันสว่าง นอนอยู่อย่างนั้นก็ไม่หลับหรอก ท่องพุทโธไปเรื่อยๆ แล้วจิตมันมีกำลัง อันนี้อยู่ที่พวกเรา กรรมฐานนี่ ฉะนั้นถ้าจะทำพุทธานุสติ ก็ต้องคิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า ธัมมานุสติ ก็คิดถึงคุณของพระธรรม สังฆานุสติก็คิดถึงคุณของพระสงฆ์ ส่วนบริกรรมก็เป็นอุบาย เป็นเทคนิคอย่างหนึ่ง ก็ใช้ได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทวตานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสติข้ออื่นก็ยังมีอีกหลายอย่าง เทวตานุสติ คิดถึงเทวดา ทีนี้เรานึกไม่ออกเทวดาหน้าตาเป็นอย่างไร คิดไม่ออก เราคิดถึงคุณ ธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา ธรรมะที่ทำให้คนธรรมดาเป็นเทวดา คือเขามีศีล 5 แล้วเขามีหิริโอตัปปะ หิริก็คือมีความละอายใจที่จะทำชั่ว โอตัปปะก็คือเกรงกลัวผลของการทำชั่ว เราคิดถึงคุณของเทวดา ยุคนี้ชอบคิดถึงเทวดา แต่คิดแล้วกิเลสเกิด เจ้าประคุณ ขอเชิญเทพองค์นั้นองค์นี้มาช่วยเราอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้คิดถึงความดีของเขา แต่คิดอยู่ๆ ก็อยากให้เขามาช่วยเรา เขาจะมาช่วยอะไรเรา สัตว์โลกเป็นไปตามกรรม ช่วยกันไม่ได้จริงหรอก ช่วยให้กำลังใจได้ หรือว่าถ้าเรามีกรรมดีพอ เขาก็พอช่วยได้ ถ้าเราไม่มีกรรมดีของเราเลยก็ช่วยไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไปขอพรทุกวัน อู๊ย ไปขอตามวัดตามวา สร้างเทวรูป สร้างอะไรกันไว้เยอะแยะไปหมด เลย คนก็เข้าไปกราบไปไหว้ไปขอพร มันไม่เป็นพุทธเลย ไม่ได้คิดจะพึ่งตัวเอง คิดจะพึ่งคนอื่น พุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรมะ นิสัยขี้ขออ้อนวอน ร้องขอให้ช่วยไม่ใช่ชาวพุทธหรอก อย่างมีมาเรื่อยๆ มีสินค้าตัวใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวก็นับถือองค์นี้ๆ เดี๋ยวก็นับถือพระราหู ช่วงหนึ่งก็ราหูทั้งบ้านทั้งเมืองเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงนี้ก็ท้าวเวสสุวรรณ ถามว่าท้าวเวสสุวรรณ ถ้าเรานึกถึงจะดีไหม ดี อะไรที่ทำให้ท่านได้เป็นท้าวเวสสุวรรณ ท่านสร้างคุณงามความดีอะไร แล้วท่านเป็นเทพ ท่านมีหิริโอตัปปะ เราอยากดีอย่างท่านไหม ถ้าอยากดีอย่างท่าน เราก็ทำอย่างท่าน อย่างนี้ถึงจะชาวพุทธ ถ้าเรียกให้ท่านช่วยโน่นช่วยนี่ ท่านเป็นเทพ ท่านจะมาช่วยอะไรเรา เราต้องช่วยตัวเอง เดินไปในกฎแห่งกรรม เทวดาเก่งแค่ไหนก็ไม่ละเมิดกฎแห่งกรรมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขนาดพระพุทธเจ้าแก้กรรมให้ใครก็ไม่ได้ ไม่ใช่พอเจอพระพุทธเจ้าแล้วท่านจะแก้กรรมให้เราได้ ท่านเองยังไม่พ้นกรรมเลย ท่านก็ยังมีกรรม อย่างเคยวางยาเขา ถึงวันที่จะปรินิพพานท่านก็ถ่ายเป็นเลือด เป็นวิบากของท่าน วันสุดท้ายแล้วช่วงเดินทางจะรีบไปนิพพานที่กุสินารา หิวน้ำ อยากฉันน้ำ ยังไม่ได้ฉันเลย น้ำมันขุ่น นี่ก็เป็นกรรมที่ท่านต้องรับ ท่านก็ไม่ได้โอดครวญ โอ๊ย ฉันเป็นพระพุทธเจ้าแล้วทำไมยังต้องรับกรรม ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นชาวพุทธเราต้องเป็นชาวพุทธจริงๆ ไม่ใช่พุทธแต่ในทะเบียนบ้าน พุทธแต่ชื่อ ใช้อะไรไม่ได้จริง ที่จริงแล้วนับถือผี นับถือเทพ พรหมอะไรอย่างนี้ ถ้าจะนับถือให้นับถือคุณงามความดีของเขา อย่างนับถือผีบรรพบุรุษก็คิดถึงคุณของบรรพบุรุษ บรรพบุรุษดำรงชีวิตยากลำบาก อย่างพ่อแม่เรามีชีวิตยากลำบาก ทำมาหากิน บางคนอดมื้อกินมื้อเพื่อให้ลูกอิ่มอย่างนี้ นี่เป็นคุณใหญ่หลวง คิดอย่างนี้ มันถึงจะเป็นชาวพุทธ ถ้าอ้อนวอนให้มาช่วยเราๆ ใครมันจะไปช่วย แต่ละคนก็มีความทุกข์ แต่ละคนก็มีกรรมของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเทวตานุสติ ก็คิดถึงธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา อนุสติตัวอื่นๆ ก็มีอีกเยอะ สีลานุสติ จาคานุสติ อย่างเราได้บริจาคทาน ถ้าทำด้วยใจบริสุทธิ์ ทุกวันนี้ทำทานก็ไม่บริสุทธิ์ ทำทานแล้วหวังผลตอบแทน ทำด้วยใจที่โลภ เป็นบุญเล็กน้อย เป็นบุญที่เจือด้วยอกุศล ฉะนั้นบุญก็ทำ กรรมชั่วก็ทำไปพร้อมๆ กันนั่นล่ะ ทำทานแล้วก็หวังรวย เอาสัตว์ไปปล่อย ปล่อยวัวปล่อยควาย ปล่อยปลา หวังว่าจะอายุยืน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ประเภทนี้ยังไม่ใช่พุทธหรอก ถ้าทำทานก็ทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ ทำด้วยเสียสละ ทำเพราะเห็นว่าสมควรจะทำ อย่างนั้นเราก็จะได้บุญสูงขึ้นไปอีก ก็ต้องรู้จักอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จาคานุสติ สีลานุสติ มรณสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนหลวงพ่อบวชครั้งนี้ล่ะ ตอนบวชช่วงแรกๆ อยู่ที่เมืองกาญจน์ มีผู้หญิงคนหนึ่ง เขามาใส่บาตร ตักหลายทัพพี ตักทัพพีที่หนึ่ง ขอทุกข์ออกไปด้วย อันนี้โศก อันนี้โรค อันนี้ภัย แหน่ะ มายกทุกข์ โศก โรค ภัยให้พระ ตัวเองจะเอาดีๆ เอาข้าวมา เรียกเอากุ้งฝอยตกปลากะพง หลวงพ่อก็นึก พิลึกเว้ย ทำบุญ เอาของไม่ดี ทุกข์ โศก โรค ภัย ขอมอบถวายให้พระเอาไป ตัวเองจะได้เหลือแต่ดีๆ โอ๊ย อย่างนี้ไม่ถูก ไม่ใช่ ไม่ได้มีปัญญาที่จะพ้นทุกข์อะไรเลย ก็แปลกดี อีกวันหนึ่งหลวงพ่อเลยอาพาธไปไหนไม่ได้เลย ไม่เกี่ยวกันหรอก อันนี้มุก แต่ว่าป่วยไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเวลาเราคิดถึงสิ่งต่างๆ ต้องรู้จักคิดไปในทางที่ลดละกิเลส อย่างเราทำทานด้วยใจบริสุทธิ์ หลายคนไปบริจาคโลหิตๆ อยากช่วยเพื่อนมนุษย์อะไรอย่างนี้ มันดูสะอาดกว่าไปบริจาคโลหิตแล้วหวังว่าจะได้ผลอย่างนั้นผลอย่างนี้ ถ้าทำด้วยใจที่บริสุทธิ์ บุญมันก็จะเต็มมากขึ้นๆ เพราะฉะนั้นทำทานก็ไม่ใช่ว่าต้องจ่ายเงิน ทานที่ไม่ต้องจ่ายเงินเยอะแยะเลย วัตถุทานมันทานชั้นต่ำ ถ้าทานอย่างบริจาคอวัยวะ บริจาคโลหิตอะไรอย่างนี้ เป็นบารมีระดับกลาง ถ้ากล้ากระทั่งสละชีวิตเพื่อสร้างคุณงามความดี เป็นปรมัตถบารมี บารมีชั้นสูง ฉะนั้นเวลาทำความดีทำให้มันได้บารมีสูงๆ หน่อย ถ้าทำแล้วเจือกิเลส ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร นี่จาคานุสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สีลานุสติ นึกถึงศีลที่เราตั้งใจรักษามาดีแล้ว พอนึกถึงจิตใจจะอิ่มเอิบเบิกบาน สีลานุสติ ไม่ใช่นั่งท่อง ศีลๆๆ ไม่ใช่ นั่นบริกรรม มรณานุสติ คิดถึงความตายบ้าง คิดถึงความตายบ่อยๆ วันละหลายๆ รอบยิ่งดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าท่านถามภิกษุทั้งหลายว่าคิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง ภิกษุจำนวนมากบอกคิดถึงวันละ 1 ครั้ง ก่อนจะนอนก็คิดว่าเดี๋ยวเราก็ต้องตายวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าบอกประมาท ถามมาเรื่อยๆ พระอานนท์บอกคิดวันหนึ่งเป็นร้อยครั้งเลย พระอานนท์ก็อิ่มอกอิ่มใจ คิดตั้งร้อยครั้ง พระพุทธเจ้าคงชม ท่านบอกยังประมาทอยู่ แล้วท่านก็เฉลยบอกตัวท่านเองท่านเห็นความตายทุกขณะจิต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่หลวงพ่อยังภาวนาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง หลวงพ่อไม่เชื่อ ถ้าท่านคิดถึงความตายทุกขณะจิต ท่านก็คิดเรื่องอื่นไม่ได้ ไม่ต้องทำอะไรแล้ววันๆ คิดแต่ความตาย พอภาวนาแล้วเข้าใจตรงนี้ ที่ท่านเห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต คือสติท่านดี ท่านเห็นทุกอย่างเกิดดับๆๆ ตลอดเวลา ทุกขณะ ขณะล่วงไป ตลอดเวลาก็มีแต่สิ่งที่เกิดแล้วก็ดับๆ ท่านเห็นความตายอยู่ทุกขณะ เออ มันจริงของท่าน สมัยที่เราโง่ เราภาวนาไม่เข้มแข็ง เราก็สงสัย เอ๊ะ ท่านทำอย่างไร พิจารณาความตายได้ทุกขณะจิต พอภาวนา เข้าใจแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างถ้าเรามีสติอยู่เรื่อยๆ เราเห็นสภาวธรรมเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เราเห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต เห็นทุกอย่างเกิดแล้วดับๆๆ ไปเรื่อย ฉะนั้นค่อยฝึกมรณสติ ถ้าอย่างหยาบก็ดูว่า โอ้ คนนี้เกิดมาแล้วก็ตาย ต่อไปเราก็ตายตามเขา ถ้าอย่างกลางๆ อย่างหยาบๆ ก็คือคนหนึ่งคนเกิดแล้วก็ตาย นี่หยาบที่สุดแล้ว ถ้าอย่างกลางๆ ก็เห็นคนๆ เดียวกันนั้น มันก็ตายมาเป็นลำดับ ตายจากเด็กอ่อนมาเป็นเด็กโต ตายจากเด็กโตมาเป็นวัยรุ่น ตายจากวัยรุ่นมาเป็นหนุ่มสาว ตายจากหนุ่มสาวมาเป็นคนกลางคน ตายจากกลางคนมาเป็นคนแก่ นี่เห็นความตายที่ละเอียดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าละเอียดยิบเลยก็คือเห็นความตายอยู่ทุกขณะ เป็นขณะๆ ไป อย่างขณะนี้มีความสุข แหมเราเป็นผู้มีความสุข อยู่แป๊บเดียวความสุขดับ ผู้มีความสุขตายไปแล้ว กลายเป็นผู้มีความทุกข์ขึ้นมา เราเห็นความตายละเอียดมากขึ้นๆ สุดท้ายก็จะเป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าบอก พระพุทธเจ้าท่านเห็นความตายอยู่ทุกขณะจิต เห็นไหมมรณสติไม่ใช่ตื้นๆ ไม่ใช่ตายๆ ตายๆ อันนั้นบริกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่องตายๆ ดีไหม ดี จิตไม่วอกแวกไปที่อื่น จิตอยู่กับคำบริกรรม ฉะนั้นท่องคำว่า แมวๆๆ ได้ไหม ได้ บางคนชอบแมว ก็ท่องแมวๆ เหมือนกันหมดเลย คำอะไรก็ได้ที่จะผูกจิตไม่ให้ซนไป อันนั้นก็เป็นอุบายก็ใช้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กายคตาสติ อานาปานสติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนุสติ 10 ข้อ มีกายคตาสติ พิจารณาลงในร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไล่ลงไปทีละส่วนๆ ผมมีรูปร่างอย่างนี้ มีสีอย่างนี้ มีกลิ่นอย่างนี้ ไม่สวยไม่งามอย่างนี้ ไม่เที่ยง ทีแรกสั้นๆ แล้วก็ยาว ยาวแล้วก็ร่วง ทีแรกสีดำตอนนี้สีขาว มีแต่ความไม่เที่ยง บังคับไม่ได้ ถ้าบังคับได้ ในโลกมันก็ไม่มีคนหัวล้าน หรืออย่างหลวงพ่อถ้าบังคับได้ หลวงพ่อก็บังคับตัวเองให้หัวล้าน จะได้ไม่ต้องโกนผม เสียเวลา ตอนไปให้คีโมที่โรงพยาบาล ดีใจอยู่เรื่องหนึ่ง ไม่ต้องโกนผม ไม่มีผมให้โกน แหม มันเหมาะกับพระมากเลย ไม่มีผมนี่ ถ้าเป็นโยม เราก็อยากให้ผมเต็มหัว มันทำไม่ได้ มันสั่งไม่ได้ มันเป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิจารณากายคตาสติ เบื้องต้นก็พิจารณาไปถึงความมีอยู่ของร่างกายแต่ละส่วนๆ สูงขึ้นมาก็พิจารณาถึงความเป็นไตรลักษณ์ของมัน ค่อยพิจารณาไป แล้วพอพิจารณาไปเรื่อยๆ จดจ่ออยู่อย่างนี้จิตรวม เพราะว่าร่างกายที่เราไล่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันคือธาตุ ธาตุดิน ธาตุน้ำ อะไรพวกนี้ แล้วถ้าเราจดจ่อลงไปที่ธาตุ มันคือกสิณ อย่างเราดูผม ดูผมไปเรื่อยๆ มันคือกสิณดิน เพราะฉะนั้นกายคตาสติ อนุสติในตัวนี้ สามารถทำได้ถึงรูปฌาน อีกตัวหนึ่งคืออานาปานสติ อานาปานสติ มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้าเรื่อยๆ ไป อันนี้ก็ทำได้ถึงรูปฌานเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างเราจะทำอานาปานสติ ใช้จิตธรรมดาไปทำ ไม่ใช่เอาจิตโลภไปทำ อย่างจิตเราฟุ้งซ่าน ขณะนี้ธรรมดาของเราคือฟุ้งซ่าน นี่ธรรมดา ไม่ต้องหาทางแก้ ใช้จิตธรรมดานี่ล่ะหายใจไป ใช้จิตที่กำลังฟุ้งอยู่นี่ล่ะ หายใจออก รู้สึกตัว หายใจเข้า รู้สึกตัว เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า จิตจะสงบ จิตจะไม่สงบเรื่องของมัน แต่จดจ่อ หายใจไปแล้วรู้ๆ เดี๋ยวเดียวจิตจะสงบเอง เพราะเราไม่ไปยุ่งกับมัน แต่ถ้าจิตเราฟุ้งซ่าน เราไปนั่งหายใจ เมื่อไรจะสงบๆ จิตยิ่งฟุ้งซ่านมากกว่า เพราะเราไปเคี่ยวเข็ญ ไปบังคับมันจะให้มันสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นอย่างทำอานาปานสติ แนะนำเลยว่าใช้ใจธรรมดานี่ล่ะไปทำ ไม่ต้องไปทำเซื่องๆ ซึมๆ แข็งๆ ทื่อๆ อะไรหรอก ใช้ใจปกติแล้วหายใจไปสบายๆ เดี๋ยวจิตมันก็รวมเองล่ะ กิเลสมันก็หายไปหมดล่ะ สู้สติไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ไปเทศน์มา มันกลายเป็นเรื่องของสมถะทั้งหมดเลย ฝึกไปแล้วจิตจะตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมาได้ ค่อยๆ ฝึก จิตจะมีกำลัง ส่วนจิตจะตั้งมั่น ถ้าเมื่อไรเรารู้สภาวะ เห็นสภาวะ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมาอัตโนมัติ เช่น เราเห็นจิตหลง รู้ว่าหลงปุ๊บ สติรู้ทันปั๊บ จิตหลงดับ จิตตั้งมั่นอัตโนมัติเกิด เราโกรธ มีสติรู้ว่าโกรธ ความโกรธจะดับ จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สภาวะจริงๆ จิตตั้งมั่น ไม่เฉพาะว่าจิตหลงแล้วรู้ๆ หรอก รู้สภาวะตัวไหนจิตก็ตั้งมั่นได้ทั้งนั้นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ไปฝึกเอาๆ เลือกเอา อยากทำกรรมฐานอะไร แต่ไม่แนะนำกสิณ ขี้เกียจแก้ให้ เห็นโน่นเห็นนี่ บ้าไป ลำบาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตั้งอกตั้งใจภาวนา แล้วค่อยๆ พัฒนาตัวเองไป ให้มันสะอาดหมดจดมากขึ้นๆ แล้วชีวิตมันจะได้มีความสุข จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ เราทำสมถะ จิตสงบลงไป จิตก็มีความสุข เราเดินปัญญา จิตเห็นความจริง จิตปล่อยวางได้ จิตก็มีความสุขใหญ่เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นไม่ว่าเราจะฝึกทำสมถะ ฝึกจิตด้วยการทำสมถะ หรือฝึกจิตในขั้นของวิปัสสนา ลงท้ายมันจะมีความสุข จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ แล้วเราจะพบว่าไม่มีอะไรมีคุณค่าในชีวิตเราจริงเลย เท่ากับการที่เราได้ปฏิบัติธรรม เป็นบุญนักหนาแล้วที่ได้ยินได้ฟังธรรมะ เป็นบุญอย่างมหาศาลที่ได้ลงมือทำ แล้วชีวิตจะได้ร่มเย็นเป็นสุขมากขึ้นๆ แล้วขั้นสุดท้ายค่อยไปวางความสุขอีกทีหนึ่ง ตอนนี้สุขไปก่อน ในโลกมันทุกข์เยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ สมถะก็จำเป็น เดินปัญญารวดไปเลยแล้วไม่ทำสมถะ จิตจะไม่มีกำลังเดินปัญญาจริงหรอก มันจะฟุ้งในธรรมะ เพราะฉะนั้นต้องแบ่งเวลาทุกวัน ตั้งอกตั้งใจไว้ จะต้องทำสมถกรรมฐาน เวลาจิตเราฟุ้งซ่าน เราก็ไม่ต้องไปดัดแปลงจิต เราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์กรรมฐานที่เราถนัด ที่อยู่แล้วสบายใจ เดี๋ยวมันสงบเอง ถ้าจิตมันสงบแล้ว เราก็ฝึกทำกรรมฐานของเราต่อไป รู้ทันจิตไว้ เดี๋ยวจิตก็หนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ทัน จิตจะตั้งมั่น หายใจไป ทำกรรมฐานไปอะไรก็ได้ อย่างถ้าหลวงพ่อก็หายใจเอา ถ้าจิตไหลลงไปอยู่ที่ลมหายใจก็รู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าเรารู้ทันสภาวะ จริงๆ ไม่เฉพาะรู้ทันจิตหรอก ถ้ารู้สภาวธรรมเมื่อไร จิตก็ตั้งมั่นอัตโนมัติได้ แต่สภาวะที่เกิดบ่อยก็คือจิตหลง มันเกิดบ่อย ครูบาอาจารย์ก็เลยมาย้ำว่าหลงแล้วรู้ๆ ที่จริงถ้าโกรธแล้วเรารู้ว่าโกรธ จิตก็ตั้งมั่น เพียงแต่เราไม่ได้โกรธบ่อยขนาดนั้น แต่หลงมันหลงบ่อย ก็เลยมาเน้นที่หลง ในความเป็นจริง ไม่ว่าสภาวธรรมตัวใดเกิด สติระลึกรู้ได้ จิตจะมีสมาธิชนิดตั้งมั่นอัตโนมัติขึ้นมาทันทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนสมาธิสงบ ต้องฝึกเอา ทำกรรมฐานที่จิตใจพอใจไปอยู่กับมัน พักผ่อน จิตจะมีกำลัง พอมีกำลังแล้วคอยรู้ทันจิต จิตจะตั้งมั่น ฉะนั้นถ้าเรารู้อารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง จิตจะมีกำลัง ถ้าเรารู้เท่าทันจิตใจตนเอง จิตจะตั้งมั่น นี่คือสมาธิ 2 อย่าง อยู่ในเรื่องของจิตตสิกขา จะทำให้เราได้สมาธิที่ดี ส่วนปัญญาสิกขา แยกธาตุแยกขันธ์ไป ดูแต่ละธาตุแต่ละขันธ์แสดงไตรลักษณ์ไป แล้วแต่ความถนัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
24 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%8F%92%E5%85%A5test_%E6%94%B9%E5%90%8D%E6%B5%8B%E8%AF%95&amp;diff=10921</id>
		<title>插入test 改名测试</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%8F%92%E5%85%A5test_%E6%94%B9%E5%90%8D%E6%B5%8B%E8%AF%95&amp;diff=10921"/>
		<updated>2025-04-10T15:12:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面插入test至插入test 改名测试，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;test移动&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%8F%92%E5%85%A5test_%E6%94%B9%E5%90%8D%E6%B5%8B%E8%AF%95&amp;diff=10920</id>
		<title>插入test 改名测试</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%8F%92%E5%85%A5test_%E6%94%B9%E5%90%8D%E6%B5%8B%E8%AF%95&amp;diff=10920"/>
		<updated>2025-04-10T15:10:08Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“test移动”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;test移动&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%94%B9%E5%90%8Dtest&amp;diff=10918</id>
		<title>改名test</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%94%B9%E5%90%8Dtest&amp;diff=10918"/>
		<updated>2025-04-10T15:03:41Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面插入test至改名test&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;test&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10917</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10917"/>
		<updated>2025-04-10T15:01:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[插入test]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%91&amp;diff=10916</id>
		<title>Ｔｅｓｔ１</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%91&amp;diff=10916"/>
		<updated>2025-04-10T14:56:53Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;test&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%94%B9%E5%90%8Dtest&amp;diff=10915</id>
		<title>改名test</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%94%B9%E5%90%8Dtest&amp;diff=10915"/>
		<updated>2025-04-10T14:56:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;test&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%92&amp;diff=10914</id>
		<title>Ｔｅｓｔ２</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%92&amp;diff=10914"/>
		<updated>2025-04-10T14:52:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“啊啊啊”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;啊啊啊&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%94%B9%E5%90%8Dtest&amp;diff=10913</id>
		<title>改名test</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%94%B9%E5%90%8Dtest&amp;diff=10913"/>
		<updated>2025-04-10T14:51:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“啊啊啊”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;啊啊啊&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%E7%A7%BB%E5%8A%A8&amp;diff=10912</id>
		<title>Ｔｅｓｔ移动</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%E7%A7%BB%E5%8A%A8&amp;diff=10912"/>
		<updated>2025-04-10T14:50:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面Ｔｅｓｔ至Ｔｅｓｔ移动，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ｔｅｓｔ ｔｅｓｔ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10911</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10911"/>
		<updated>2025-04-10T14:47:30Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[插入test]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ２]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10910</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10910"/>
		<updated>2025-04-10T14:46:29Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[插入test]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ２]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%E7%A7%BB%E5%8A%A8&amp;diff=10909</id>
		<title>Ｔｅｓｔ移动</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%E7%A7%BB%E5%8A%A8&amp;diff=10909"/>
		<updated>2025-04-10T14:45:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ｔｅｓｔ ｔｅｓｔ”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;ｔｅｓｔ ｔｅｓｔ&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%93&amp;diff=10908</id>
		<title>Ｔｅｓｔ３</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%93&amp;diff=10908"/>
		<updated>2025-04-10T14:41:11Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面Ｔｅｓｔ至Ｔｅｓｔ３，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;啊啊啊&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%93&amp;diff=10907</id>
		<title>Ｔｅｓｔ３</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%93&amp;diff=10907"/>
		<updated>2025-04-10T14:38:32Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“啊啊啊”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;啊啊啊&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10906</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10906"/>
		<updated>2025-04-10T14:37:45Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ２]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%91&amp;diff=10905</id>
		<title>Ｔｅｓｔ１</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%EF%BC%B4%EF%BD%85%EF%BD%93%EF%BD%94%EF%BC%91&amp;diff=10905"/>
		<updated>2025-04-10T14:36:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“啊啊啊啊啊啊”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;啊啊啊啊啊啊&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10904</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10904"/>
		<updated>2025-04-10T14:36:03Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ１]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[ｔｅｓｔ２]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94_3_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97-%E6%9D%A5%E5%AF%BA%E5%BA%99%E7%9A%84%E4%B8%89%E7%A7%8D%E4%BA%BA%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8827%E6%97%A5&amp;diff=10903</id>
		<title>《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94_3_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97-%E6%9D%A5%E5%AF%BA%E5%BA%99%E7%9A%84%E4%B8%89%E7%A7%8D%E4%BA%BA%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8827%E6%97%A5&amp;diff=10903"/>
		<updated>2025-04-10T12:58:16Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ {{页面横幅-Thai}}   บุคคลมาวัด 3 ประเภท  ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังอย่างไรก็ตีความเข้าข้างตัวเองไปเรื่อยๆ ธรรมะเรียนได้ต้องเห็นสภาวธรรม คำว่าสภาวธรรมเป็นรูปธรรมนามธรรมท…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บุคคลมาวัด 3 ประเภท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังอย่างไรก็ตีความเข้าข้างตัวเองไปเรื่อยๆ ธรรมะเรียนได้ต้องเห็นสภาวธรรม คำว่าสภาวธรรมเป็นรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่เรื่องราวที่เราคิดๆ ขึ้นเอง เรื่องราวที่เราคิดขึ้นเอง เราก็คิดตามใจกิเลสของเรา เข้าข้างตัวเอง ฉะนั้นการเรียนธรรมะเราเรียนด้วยการฟัง เราก็ตีความเข้าข้างตัวเอง เรียนด้วยการคิด ก็คิดเข้าข้างตัวเอง มันเข้าไม่ถึงความจริง จะเข้าให้ถึงความจริง ต้องเห็นสภาวธรรมให้ได้ คือของที่มีอยู่จริงๆ ไม่ใช่ของที่เพ้อฝันคิดเอาเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะคือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่พวกเรามีอยู่จริงๆ คือร่างกายเรามีอยู่จริงๆ ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์ในร่างกายมีอยู่จริงๆ ความรู้สึกสุขทุกข์เฉยๆ ในจิตใจมีอยู่จริงๆ ความจำ ความจำได้หมายรู้ของจิตใจมีอยู่จริงๆ ความปรุงแต่ง ปรุงดีปรุงชั่วปรุงไม่ดีไม่ชั่วอะไรต่างๆ นานา ก็มีอยู่จริงๆ อย่างความโลภความโกรธความหลงเป็นของมีอยู่จริงๆ แล้วก็จิตใจ จิตที่ออกไปรับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรียกว่าวิญญาณ คือจิตนั่นล่ะมีอยู่จริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่างกายเรา เราไม่ต้องคิดไม่ต้องฝัน ร่างกายขณะนี้มันก็มี เราไม่ได้คิดขึ้นเอง ความรู้สึกสุขทุกข์ในร่างกาย สุขทุกข์เฉยๆ ในจิตใจ เราไม่ต้องคิดมันก็มีอยู่เอง ความจำได้หมายรู้ เราไม่ได้เจตนาจะจำมันก็จำได้เอง บางทีเจตนาจะจำก็จำไม่ได้ บังคับมันไม่ได้ ความปรุงดีปรุงชั่ว เราไม่ได้คิดเอา แต่มันมีอยู่ อย่างความโกรธเราไม่ได้เจตนาจะโกรธ มันก็มีขึ้นมา เราไม่ได้คิดเอา เป็นของที่มีอยู่จริงๆ จิตใจเรา เราก็ไม่ได้คิดเอาว่าจิตมีหรือไม่มี แต่ว่ามันก็มีอยู่จริงๆ เรียนรู้จากของจริง เราถึงจะได้เห็นธรรมะ ธรรมะคือความจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่ามัวแต่หลงอยู่ในโลกของความคิดความฝัน ให้มีสติคอยระลึกรู้ขันธ์ 5 นี้ ร่างกาย ความสุข ความทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่ว จิตใจที่เกิดดับทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ จิตเป็นตัวรับรู้ เดี๋ยวก็ไปรับรู้ทางตา เดี๋ยวก็รับรู้ทางหู เดี๋ยวรับรู้ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย รับรู้ทางใจ ส่วนมากรับรู้ทางใจ เราคิดทั้งวัน จิตเป็นคนไปรับรู้ความคิด เรื่องราวที่คิด แต่เรื่องราวที่คิดเป็นเรื่องที่เราจินตนาการขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราคิดว่าเราเป็นประธานาธิบดี คิดได้ แต่ความจริงไม่ได้เป็น ที่พูดถึงประธานาธิบดีเพราะว่าคนจีนมาเยอะ เมืองจีนมีประธานาธิบดี เมืองไทยมีนายกมีพระเจ้าแผ่นดิน เราคิดว่าเราเป็นนายก เราก็คิดได้ แต่ความจริงไม่ได้เป็น ฉะนั้นความคิดไม่ใช่ความจริง เวลาเราคิดถึงตัวเอง เราก็คิดว่าเราเป็นคนดี คิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้ว เวลาขัดแย้งกับคนอื่น เราก็เข้าข้างตัวเองว่าเราถูกคนอื่นผิด ฉะนั้นความคิดเชื่อถืออะไรไม่ได้หรอก เวลาฟังธรรมะก็ตีความเข้าข้างตัวเอง เวลาคิดก็คิดเข้าข้างตัวเอง ฉะนั้นเราเรียน ต้องหัดดูสภาวะให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาวธรรมฟังแล้วเหมือนยาก แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ยากอะไรหรอก อย่างรูปธรรมของพวกเรา ขณะนี้เรานั่งอยู่รู้สึกไหม ต้องคิดไหมว่านั่งหรือยืน นั่งอยู่ก็รู้สึกลงไป เราเห็นร่างกายที่นั่งอยู่ หรือขณะนี้เรามีความสุขหรือมีความทุกข์ในจิตใจ รู้ได้ไหม จะรู้ก็รู้ได้ อย่างขณะนี้ส่วนใหญ่ความรู้สึกทางใจจะเป็นอุเบกขาเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ กำลังตั้งอกตั้งใจฟัง เกือบทั้งหมดจะเป็นอุเบกขาอยู่ เฉยๆ เฉยๆ รู้ว่าเฉยๆ หรือเวลาจิตใจเรามีความสุข เราไม่ต้องคิดว่ามันสุขหรือไม่สุข เพราะจริงๆ มันสุข นี่ของจริง สภาวธรรมเป็นของที่มีอยู่จริงๆ ไม่ต้องคิดเอา คิดเอาก็ไม่เห็นของจริง หรือใจเราโกรธ ความโกรธเป็นสภาวธรรม ความโลภเป็นสภาวธรรม ไม่ได้คิดเอา อย่างโกรธนี่ไม่ต้องคิดเอาว่าโกรธหรือไม่โกรธ โกรธก็คือโกรธ โลภก็คือโลภ หลงก็คือหลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเราในขณะนี้หลง รู้สึกไหมเราลืมร่างกายลืมจิตใจของตัวเองอยู่ อันนั้นคือหลง ไม่เห็นสภาวะแล้ว เวลาฟังหลวงพ่อเทศน์ เดี๋ยวเราก็หลงฟัง พอฟังแล้วเราก็ไปหลงคิด เราไม่ได้เห็นสภาวะในขณะที่นั่งฟังธรรมะอยู่นี่ เวลาเราไปตั้งใจฟัง เราไม่รู้ว่ากำลังตั้งใจฟัง สังเกตให้ดีขณะที่ฟังนี่ไม่ได้ฟังเฉยๆ แต่ฟังไปคิดไป ถ้าเราอยากรู้เรื่องที่หลวงพ่อพูดซึ่งมันไม่ใช่ธรรมะของจริง อยากรู้เรื่องที่หลวงพ่อพูดก็ตั้งใจฟัง ในขณะนั้นที่ตั้งใจฟัง มีกายก็ลืมกาย มีใจก็ลืมใจตัวเอง พอฟังแล้วไม่ได้ฟังเฉยๆ ฟังปุ๊บสลับไปคิดปั๊บ เดี๋ยวฟังอีกแล้วคิดอีก ฟังแล้วก็คิดสลับกันไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่เราคิด มีกายเราก็ลืมกาย มีจิตใจเราก็ลืมจิตใจ แต่ถ้าจะฟังให้รู้เรื่องก็จำเป็นต้องฟังอย่างนั้นล่ะ ตั้งใจฟัง ไม่สามารถรู้สึกกายรู้สึกใจได้ ฟังแล้วก็เอามาคิดไตร่ตรอง ตรงนี้ที่จะพลาด ตอนที่ฟังทุกคนได้ยินเสียงหลวงพ่อเหมือนกันหมดเลยทุกคน หลวงพ่อพูดประโยคเดียวกันเหมือนกันหมดที่ได้ยิน แต่พอถึงขั้นคิดนี่ตีความไม่เหมือนกันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีสติก็คือมีการปฏิบัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นแทนที่เราจะคอยหลงไปฟังหลงไปคิดอะไรอย่างนี้ นั่นจะรู้เรื่องในทางปริยัติ แต่ถ้าเราอยากปฏิบัติ จิตวิ่งมาฟังหลวงพ่อรู้ว่าจิตวิ่งมาฟังหลวงพ่อ จิตวิ่งไปคิดรู้ว่าจิตวิ่งไปคิด นี่ถึงจะเรียกว่าปฏิบัติ ร่างกายนั่งอยู่รู้ว่าร่างกายนั่งอยู่ นี่เรียกว่าปฏิบัติ ถ้าเมื่อไรลืมกายเมื่อไรลืมใจ เมื่อนั้นไม่ใช่การปฏิบัติ ให้นั่งสมาธิโต้รุ่งก็เงียบๆ เฉยๆ อยู่ อันนั้นก็ยังไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา ได้สงบเฉยๆ ไม่เกิดปัญญาอะไร เพราะฉะนั้นเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำหรือนั่งสมาธิหามรุ่งหามค่ำ ก็ยังไม่เรียกว่าการปฏิบัติที่แท้จริง เราต้องมีสติรู้สึกกายมีสติรู้สึกจิตใจ ถึงจะเรียกว่ามีการปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนาที่แท้จริง ฉะนั้นขาดสติก็คือขาดการปฏิบัติ มีสติก็คือมีการปฏิบัติ จับหลักตัวนี้ไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาเราอยากปฏิบัติ ให้เรามีสติ รู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย รู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ สูงกว่านั้นรู้ถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของร่างกาย รู้ถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตใจ ตรงที่เรามีสติรู้ถึงความมีอยู่ของร่างกายของจิตใจ จิตจะได้สมาธิ จิตไม่หลงลืมตัวเองไป เที่ยวไปที่อื่น ตรงที่เรามีสติแล้วก็มีปัญญาเห็นความเป็นจริงของร่างกายของจิตใจ อันนั้นคือการทำวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้นวิปัสสนาไม่ใช่รู้ร่างกายเฉยๆ แต่เห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทำวิปัสสนาไม่ใช่ไปจ้องจิตไว้นิ่งๆ เฉยๆ แต่เห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาที่เราจะปฏิบัติ มีสติคือมีการปฏิบัติ ขาดสติคือขาดการปฏิบัติ นี่เป็นหลักที่สำคัญมาก บางคนอุตส่าห์นั่งสมาธิ หรือคนจีนหลวงพ่อเห็นเดินมา เดินมาหลายกิโลที่จะมาที่วัดนี่ เดิน ถ้าเดินแล้วก็รู้สึกร่างกายเดิน รู้สึกอยู่ อันนี้เรียกว่ามีการปฏิบัติ รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกาย ได้สมาธิ อีกคนหนึ่งเดินมาด้วยกัน เดินตามกันมา เห็นร่างกายเดินใจเป็นคนดู เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา คนนี้ได้ปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นไหม คนที่เดินมาวัดด้วยกันมี 3 จำพวก พวกหนึ่งเดินมาแล้วก็ โอ๊ย ธรรมชาติสวยงาม พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น อากาศยังไม่ร้อน สบาย เพลินๆ อันนี้เรียกว่าเดินเรื่อยเปื่อยเดินขาดสติ คนส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น ในโลกนะถ้าไม่เคยฝึกกรรมฐาน เดินมาวัดก็เดินใจลอยเพลินๆ ดูโน้นดูนี่ ดูนก ดูอะไรไป ดูพระอาทิตย์ ดูเมฆ ดูภูเขา ดูต้นไม้ ไม่รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกายที่กำลังเดินอยู่ ไม่รู้สึกถึงจิตใจตัวเองว่ากำลังเพลิน อันนี้คือไม่ได้ปฏิบัติ นี่คนที่หนึ่ง เดินมาด้วยกัน 3 คน ไม่ได้ปฏิบัติ คนแรกเดินชมนกชมไม้ไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่สอง เดินรู้สึกถึงร่างกาย จ้องร่างกาย ร่างกายขยับขาซ้ายก็รู้ ขยับขาขวาก็รู้ จ้องนิ่งอยู่อย่างนี้ รู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย หรือเดินแล้วก็เพ่งจิตใจให้นิ่งให้สงบ เพ่งนิ่งๆ อยู่ รู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ อันนี้ได้สมถะได้สมาธิ ถ้าเรารู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย รู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ เราจะได้สมาธิที่จิตตั้งมั่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนที่สาม เดินอยู่ด้วยกัน เห็นร่างกายกำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไป เดินไปไกลๆ ร่างกายนี้ทีแรกก็ปกติตอนนี้เมื่อยแล้ว ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ร่างกายมีความทุกข์เกิดขึ้น ร่างกายเป็นของที่เราบังคับไม่ได้ เราสั่งไม่ได้ว่าอย่าเมื่อย เราสั่งไม่ได้ ตรงที่เราเห็นร่างกายไม่เที่ยงเป็นทุกข์สั่งไม่ได้ควบคุมไม่ได้ เรียกว่าเราเจริญวิปัสสนาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 คนทำในสิ่งเดียวกัน แต่สิ่งที่ได้นั้นแตกต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คน 3 คน เดินมาด้วยกัน คนแรกไม่รู้กายไม่รู้ใจ อันนี้หลงไม่ได้ปฏิบัติ เดินมาตั้งหลายกิโล เดินมาส่งเดช ไม่ได้ปฏิบัติ คนที่สอง เดินรู้สึกกายเดินรู้สึกใจ รู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย รู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ จิตใจไม่หนีไปที่อื่น สงบอยู่กับกาย สงบอยู่กับใจ คนนี้ได้สมาธิ คนที่สาม เดินมาวัด เห็นร่างกายไม่เที่ยง เดี๋ยวก็ก้าวขาซ้าย เดี๋ยวก็ก้าวขาขวา เห็นร่างกายเป็นทุกข์ เดี๋ยวก็ปวดก็เมื่อย เห็นร่างกายเป็นของบังคับไม่ได้ สั่งว่าอย่าเมื่อยก็ไม่ได้ สั่งว่าอย่าเหนื่อยก็ไม่ได้ อันนี้เดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเห็นจิตใจเดินๆ อยู่ ตาแวบไปเห็นธรรมชาติสวยงาม จิตใจเกิดความเปลี่ยนแปลงยินดีพอใจ มีสติรู้ว่าจิตใจยินดีพอใจ อันนี้ดี เราจะเห็นว่าความยินดีพอใจเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เหมือนกัน นี่เราทำวิปัสสนาอยู่ เราเดินๆ อยู่ อากาศเย็นๆ สบายใจ สบายใจรู้ว่าสบายใจ แล้วก็รู้ไป เราก็เห็นว่าความสบายใจเป็นของแปลกปลอมเข้ามา เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป กำลังสบายใจอยู่ดีๆ มีรถวิ่งเฉียดเราไป เราตกใจ ความสบายใจหายไป กลายเป็นความตกใจขึ้นมาแทนที่ เราก็มีสติเห็นจิตใจนี่มันไม่เที่ยง เมื่อกี้สบายใจ ตอนนี้ตกใจ อย่างนี้เรียกว่าเราเดินปัญญาอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นคน 3 คนที่เดินมาวัดนี่จะมีคุณภาพทางจิตใจไม่เหมือนกัน คนแรกเดินแล้วก็ชมนกชมไม้เพลินๆ ไป ก็ได้ความสุขอย่างโลกๆ คนที่สอง เดินไปรู้ถึงความมีอยู่ของร่างกายของจิตใจ ไม่หนีไปไหนเลย จ้องอยู่ที่กายจ้องอยู่ที่จิตใจ คนนี้ได้สมถะ ได้สมถกรรมฐาน ได้ความสงบ ได้ความสุขใจ สงบ คนที่สาม เดินไปแล้วก็เห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตใจ นี่ทำวิปัสสนากรรมฐาน สิ่งที่ได้คือปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น 3 คน ทำในสิ่งเดียวกัน เดินเหมือนๆ กัน ระยะทางก็เท่าๆ กัน แต่สิ่งที่ได้นั้นแตกต่างกัน เพราะจิตนั้นแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการปฏิบัติไม่ใช่อยู่ที่ว่าจะเดินนานแค่ไหน จะเดินไกลแค่ไหน จะนั่งนานแค่ไหน จะนั่งท่าไหน ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นหรอก แต่อยู่ที่คุณภาพของจิตใจ ถ้านั่งสมาธิอยู่แล้วใจล่องลอยหนีเคลิ้มๆ ไปบ้าง คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้บ้าง อันนั้นก็ไม่ได้อะไร ทรมานตัวเองโดยไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา เดินจงกรมแล้วใจก็ล่องลอยไป หรือใจก็เคร่งเครียดไป อันนั้นก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ได้ทรมานตัวเองเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาภาวนาตัวสำคัญ อันแรกเลยมีสติรู้ถึงความมีอยู่ของร่างกาย มีสติรู้ถึงความมีอยู่ของจิตใจ เราจะได้สมถะ ได้สมาธิชนิดสงบ แล้วถ้าเรารู้กายรู้ใจ เราได้สมาธิที่ยกระดับถึงขั้นตั้งมั่นได้ อย่างใจเรามีความสุขขึ้นมา แล้วเราไปเพลินอยู่กับความสุข ก็สุขอยู่อย่างนั้น ถ้ายกระดับขึ้นมาอีกหน่อย เราก็จะเห็นความสุขไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ได้เจตนาสุข มันสุขได้เอง อันนี้เราขึ้นวิปัสสนา ขึ้นเดินปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำสมถะเราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว จะรู้สึกกายรู้สึกใจก็ได้ ถ้าน้อมไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว เช่นเราไปดูพระพุทธรูป แล้วก็สงบอยู่กับพระพุทธรูป เราได้สมาธิชนิดจิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว แต่ถ้าเราเห็นสภาวะ เห็นรูป เห็นนาม ที่กำลังมีกำลังเป็น เราจะได้สมาธิชนิดตั้งมั่น เช่นจิตเราหลงไปคิด เรารู้ว่าหลงไปคิด จิตที่หลงคิดดับ จะเกิดจิตที่ตั้งมั่น เราโกรธ เรารู้ว่าโกรธ ความโกรธจะดับ จิตจะตั้งมั่น ทีนี้ถ้ายกระดับสูงขึ้นไปให้เป็นวิปัสสนา มีความสุขรู้ว่ามีความสุข เห็นลงไปความสุขก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่ขึ้นวิปัสสนา มีความโกรธเกิดขึ้นก็มีสติรู้ลงไป มีปัญญาหยั่งรู้ลงไป ความโกรธนี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นตัววิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่มีสติรู้กายรู้ใจอยู่เฉยๆ ต้องมีปัญญา มีสัญญาหมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกายของใจ แล้วปัญญาคือความรู้ถูกความเข้าใจถูกว่าร่างกายจิตใจของเราไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จะเกิดขึ้น เกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น ฉะนั้นเวลาเรามาวัด เราก็ดู เราเป็นบุคคลประเภทที่หนึ่ง มาแล้วมีความสุขเพลิดเพลิน หรือเป็นบุคคลประเภทที่สอง มาแล้วก็คอยรู้สึกอยู่ที่ร่างกาย คอยรู้สึกอยู่ที่จิตใจให้มันนิ่งๆ อยู่ หรือเป็นประเภทที่สาม มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในร่างกาย มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในจิตใจก็รู้ แล้วเราก็จะเห็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่บุคคลที่มาวัดด้วยกัน 3 ประเภท เราจะเป็นประเภทไหนก็ดูเอา ที่จริงมีประเภทอีกอย่างหนึ่ง พวกเปรต มาวัดไม่ได้คิดถึงอะไรดีๆ หลวงพ่อเคยเจอบ่อยๆ เมื่อก่อนนี้ มากะจะรีบมาตักข้าว ขนของที่คนบริจาค ขนเอากลับบ้านไปเยอะๆ เลย เอาไปขายเอาไปอะไร อันนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไร มาด้วยใจที่มีความโลภ ใจโลภก็คือใจของเปรต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเรา พวกนี้หลวงพ่อตัดทิ้ง พวกเราไม่เป็นหรอก พวกเราจิตสูงกว่านั้น แต่เราจะเป็นประเภทที่หนึ่ง มาแล้วสบายใจ เฉยๆ มีความสุข ประเภทที่สอง มานี่รู้สึกกายรู้สึกใจอยู่ให้ได้ความสงบ ประเภทที่สาม มาแล้วเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของร่างกายของจิตใจ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้ได้ปัญญา ปัญญาชั้นสูงเลยเรียกว่าวิปัสสนาปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างต่ำ อย่าใจลอย รู้สึกกายรู้สึกใจ ร่างกายนั่งอยู่รู้สึก คอยรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ เราก็จะเป็นคนแบบที่สอง อย่างน้อยจิตใจเราก็สงบสุขได้ ถ้าสูงกว่านั้นก็คือเห็นความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของร่างกายของจิตใจไป เราจะได้ปัญญา เราจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะปัญญา ที่จริงพ้นได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แต่ตัวตัดสินเด็ดขาดคือตัวปัญญา ความรู้ถูกความเข้าใจถูก พอเรารู้ถูกเข้าใจถูกในร่างกายในจิตใจว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ลังเลสงสัยอีก เราก็เข้าถึงธรรมะ ตัวเราไม่มีหรอก ร่างกายไม่ใช่เรา สุขทุกข์ไม่ใช่เรา ความจำได้หมายรู้ไม่ใช่เรา ความดีความชั่วไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา รู้ๆ ไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
27 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_5-%E4%BA%94%E7%9B%96%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10902</id>
		<title>《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_5-%E4%BA%94%E7%9B%96%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10902"/>
		<updated>2025-04-10T12:51:01Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ {{页面横幅-Thai}}   นิวรณ์ 5  เกือบจะสิ้นปีแล้ว เป็นเทศกาลให้พรกัน อวยพร ปีกลายก็อวยพร ปีโน้นก็อวยพร มันก็เป็นกำลังใจ ไม่มากกว่านั้น เราอยากได้พร เราต้องทำเอาเอง พรแปลว่าประเส…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิวรณ์ 5&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกือบจะสิ้นปีแล้ว เป็นเทศกาลให้พรกัน อวยพร ปีกลายก็อวยพร ปีโน้นก็อวยพร มันก็เป็นกำลังใจ ไม่มากกว่านั้น เราอยากได้พร เราต้องทำเอาเอง พรแปลว่าประเสริฐ คำว่า “วร” (วะระ) คำว่า “พระ” ถ้าเราภาวนาจนใจเราเป็นพระ เราได้พรประจำตัวแล้ว พรมันก็หนีไม่พ้นกฏแห่งกรรม ถ้าเราทำชั่ว มันก็คือสาปแช่งตัวเอง ไม่เป็นพรแล้ว ถ้าเราทำดีเราก็ให้พรตัวเอง ดีหรือชั่ว ได้รับพรหรือไม่ได้รับพร อยู่ที่การกระทำของเราเอง คนอื่นช่วยเราไม่ได้ เทวดาก็ช่วยเราไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราชั่ว เทวดายิ่งหนีเลย ไม่เข้าใกล้ เทวดาเคยไปทูลพระพุทธเจ้าบอกมนุษย์เหม็น สกปรก เทวดาต้องอยู่ห่าง 1,600 กิโลถึงจะอยู่ได้ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่ไหว สกปรก ยกเว้นมนุษย์คนนั้นมีศีล มีศีลที่ดี ศีลหอมเหมือนน้ำหอม กลบกลิ่นที่น่าเกลียดของมนุษย์ได้ เราอยากได้พร อยากให้เทวดารัก ต้องมีศีล ถ้าเราไม่มีศีล ไม่มีใครเขามาช่วยเราหรอก ไปอ้อนวอนเทพ พรหม เทวดาที่ไหนให้ช่วยเรา ก็ไม่มีทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการถือศีลนั้น คือการให้พรกับตัวเองขั้นหนึ่งแล้ว ตั้งอกตั้งใจ ไม่ต้องถือเยอะหรอก เอา 5 ข้อก็พอแล้ว แล้วที่สำคัญจริงๆ คือ 4 ข้อแรกอยู่ในองค์มรรคเลย ข้อที่ 5 มันไปอยู่ในเรื่องของสัมมาสติ กินเหล้าเมายาสติมันอ่อน เป็นตัวเบียดเบียนสติ ฉะนั้นถือศีล 5 ข้อไว้ ชีวิตก็จะได้รับพร เราได้ให้พรตัวเองด้วย เทวดาเขาก็ชอบ เขาก็ให้พร ให้พรก็ช่วยได้ก็ช่วย แต่ไม่เกินกรรม เทวดามีไหม มี ไม่ใช่ไม่มี ช่ วยเราได้ไหม ช่วยได้แต่ไม่เกินกรรม ฉะนั้นตัวชี้ขาดก็กรรมของเรานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิวรณ์คือสิ่งซึ่งขัดขวางคุณงามความดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นตั้งอกตั้งใจรักษาศีล 5 เอาไว้ให้ดี เท่ากับเราได้รับพรทุกวันๆ ถัดจากนั้นเราก็ให้พรตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก มาอบรมจิตใจของเราให้มันสงบ ให้มันตั้งมั่น ไม่ถูกกิเลสย้อม กิเลสที่เข้ามาย้อมใจเรา ทำให้ใจเราฟุ้งซ่านวุ่นวาย จนกระทั่งเกิดเป็นกิเลสหยาบๆ คือนิวรณ์ 5 ตัว กามฉันทะนิวรณ์ การที่เรารักใคร่ผูกพันติดอกติดใจในกามคุณอารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สัมผัสกาย สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้สมาธิของเราเสีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาจิตเราถูกกามฉันทะกระตุ้น จิตเราก็จะเริ่มฟุ้งซ่าน หรือเวลาเกิดความรู้สึกพยาบาทขึ้น พยาปาทะ มุ่งร้ายอยากทำลาย อยากฆ่า จิตเราก็ไม่มีสมาธิ ฟุ้งซ่านขึ้นมา หรือเราไม่ได้ฝึกอบรมตัวเอง จิตใจฟุ้งออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่ทันเลย เรียกมันฟุ้งซ่าน อันนี้สมาธิมันก็ไม่มี แล้วธรรมชาติของจิตฟุ้งมากๆ แล้วมันจะหงุดหงิด ไม่มีความสุข เรียกรำคาญใจ กุกกุจจะ ฟุ้งซ่านแล้วต่อด้วยรำคาญใจ จิตใจไม่สงบ จิตใจไม่มีความสุข รำคาญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเราเกิดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย อันนี้เรียกว่าวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาไม่ใช่สงสัยว่า พื้นที่ตรงนี้อยู่กับอำเภออะไร อันนี้ไม่ใช่วิจิกิจฉา ถนนหน้าวัดนี้ ถ้าวิ่งไปต่อเลยวัดไป แล้วจะไปไหน สงสัยอย่างนี้ อันนี้ไม่เรียกว่าวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาคือสงสัยพระพุทธเจ้ามีจริงไหม ท่านตรัสรู้จริงไหม ที่ท่านสอนถูกต้องหรือเปล่า ทำตามแล้วพ้นทุกข์ได้จริงไหม พอสงสัยตรงนี้ มันก็สงสัยต่อไปอีก พระสงฆ์มีจริงไหม หรือเป็นอาชีพอันหนึ่ง อาชีพเป็นนักบวช มีอยู่มีกิน สงสัยไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นข่าวพระทำชั่ว เราแยกไม่ออก เราก็เลยพระทั้งหมดชั่ว คงไม่มีแล้วพระอริยะ นี่สงสัย พวกนี้ ทำ มันบั่นทอนทำให้จิตใจเรา ไม่มุ่งมั่น ไม่เด็ดเดี่ยวที่จะปฏิบัติ กระทั่งพระพุทธเจ้ามีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แล้วจะไปปฏิบัติตามคำสอนของท่านได้อย่างไร สงสัยไปเยอะๆ เลย ทุกเรื่องเลย สุดท้ายก็เลยเชื่อแต่ความคิดความเห็นของตัวเอง จิตใจหาความสงบ หาความตั้งมั่นอะไรไม่ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะนั่งสมาธิก็สงสัยอีก จะใช้กรรมฐานอะไรดีหนอ วันนี้ลองอันนี้ อีกวันลองอีกอันหนึ่ง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สงสัยไม่เลิกว่าอันไหนมันจะดี จิตไม่สงบสักที สงสัยว่าทำอย่างไรจะถูก ที่ทำอยู่นี้ถูกหรือไม่ถูกอะไรอย่างนี้ สงสัยจุกจิกๆ ในเรื่องของการปฏิบัติ ไม่สามารถที่จะมีสติรู้สภาวะ ที่กำลังมีกำลังเป็นได้ เอาแต่สงสัยไปเรื่อยๆ ใจก็ไม่มีความสงบหรอก สงสัยในเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใจไม่มีความสุข ไม่มีความสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกอันหนึ่งที่เป็นกิเลสระดับกลางๆ ที่ทำให้สมาธิของเราเสีย คือเรื่องสภาวะที่มันเซื่องซึม หดหู่ เซื่องซึม บางครั้งเราอยู่ในบรรยากาศอย่างหนึ่ง อยู่ๆ ใจก็หดหู่เซื่องซึมไปก็ได้ เวลาที่จิตใจหดหู่เซื่องซึม ไม่มีสมาธิหรอก สมาธิมันเสีย เพราะฉะนั้นนิวรณ์เหล่านี้ ถ้ามันเกิดขึ้น สมาธิเราจะไม่มี แต่ถ้าเราพยายามอดทนฝึกให้จิตเรามีสมาธิ ทำกรรมฐานไป รู้จักเลือกอารมณ์ที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข อารมณ์นั้นไม่ยั่วให้เกิดกิเลส เราน้อมจิตให้อยู่ในอารมณ์อันนี้นานๆ ค่อยๆ ไป ทีแรกมันก็ฟุ้งซ่าน แล้วทำทุกวันๆ ต่อไปมันก็สงบลงมา เวลามันสงบมันก็ข่มนิวรณ์ได้ เวลาจิตไม่มีกำลังไม่สงบ ก็ถูกนิวรณ์เข้ามาข่มจิต ก็ยิ่งฟุ้งซ่านมากกว่าเก่าอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นต้องอดทน ในช่วงแรกๆ ของการปฏิบัติ ตั้งใจรักษาศีลไว้แล้วก็อดทน เราจะต้องต่อสู้กับนิวรณ์ 5 ตัว นิวรณ์โดยตัวศัพท์ของมัน ก็หมายถึงสิ่งซึ่งคอยมาขัดขวาง การทำคุณงามความดีทั้งหลาย นั่นละเรียกว่านิวรณ์ ฉะนั้นเวลามีสิ่งมาขัดขวางคุณงามความดีในใจเรา ก็เรียกว่ามีนิวรณ์เกิดขึ้นแล้ว ทีแรกเราก็ยังมีนิวรณ์ทุกคน ก็ต้องอดทนภาวนาทำไปเรื่อยๆ มันคงไม่ชั่วตลอดชาติหรอก อดทนทำไป ให้พรตัวเองทุกวันว่า ตื่นมามันก็ให้พรตัวเองว่าเราจะขยันภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกฝนอดทนทำ จนจิตใจคุ้นเคยกับความสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ สอนตัวเองไป แล้วก็ทำกรรมฐานไป แรกๆ ก็ฟุ้งซ่าน ต่อไปก็สงบ พอจิตใจมันคุ้นเคยกับความสงบแล้ว คราวนี้สงบง่าย แต่เดิมสงบยาก เพราะมันคุ้นเคยกับความฟุ้งซ่าน มันฟุ้งมาตั้งแต่เกิด จะมาฝึกให้สงบก็ไม่ง่าย แต่พอเราฝึกจนจิตใจมันคุ้นเคยกับความสงบ คราวนี้ง่ายแล้ว หายใจทีสองทีก็สงบแล้ว เรียกว่ามีวสี ชำนาญ มีความชำนาญเกิดขึ้น วสีไม่ได้เกิดขึ้นเอง เกิดจากการฝึกฝน อดทนทำไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตเรามีสมาธิ แค่สมาธิชนิดสงบ จิตใจมีความสุขแล้ว บางทีไม่ได้เจตนาทำสมาธิ ทำอะไรอยู่ปกตินี่ล่ะ อยู่ๆ จิตมันสงบลงไป มีความสุดผุดขึ้นมา หัดใหม่ๆ จะเจอเยอะเลย อยู่ๆ ก็ความสุขก็ผุดขึ้นมา โอ้ อยู่ๆ ก็มีความสุขอะไรอย่างนี้ คือจิตมันมีสมาธิขึ้นมา ก็มีความสุขผุดขึ้นมา แต่พอฝึกไปนานๆ เราก็จะพบว่าความสุขมันก็เป็นของแปลกปลอม เป็นของหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นพอภาวนามากๆ ต่อไปมันจะกลายเป็นอุเบกขา อุเบกขานี้สูงกว่าความสุข ความสุขนั้นจิตใจยังกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ อุเบกขา จิตกระเพื่อมหวั่นไหวน้อยลง สบายมากกว่ากัน ฉะนั้นอย่างเราฝึกทุกวันๆ ทำกรรมฐานของเราไป บางทีระหว่างทำกรรมฐาน จิตรวมลงไปมีความสุข มีความสงบ บางทีอยู่กับโลกธรรมดาอย่างนี้ อยู่ๆ มีความสุขผุดขึ้นมา ขึ้นมาได้เอง จิตมันคุ้นเคยกับสมาธิแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พอฝึกไปนานๆ มันจะเป็นอุเบกขา ไม่ต้องตกใจว่า อุ๊ย แรกๆ ภาวนาทำไมมีความสุขเยอะ ภาวนามาตั้งนานหายไปไหนหมดแล้วความสุข ความสุขมันเป็นของหลอกเด็ก ถ้าเราไปหลงกับมัน เราก็ติดกับมันนั่นล่ะ ไปไม่รอด พระอนาคามีว่าภาวนาเก่งๆ ท่านติดความสุข ความสุขจากความสงบนี่ล่ะ ความสุขของสมาธิ เพลิดเพลิน ไม่อยากยุ่งกับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังอยากอันนี้ ไม่อยากอันนี้ แสดงว่ายังเข้าไม่ถึงที่สุดของทุกข์หรอก ยังยินดีพอใจในฌานสมาบัติ ไม่ชอบที่จะยุ่งเกี่ยวกับคน ยังไม่ใช่หรอก จิตยังมี 2 ทางเลือก ยังไม่ถึงที่สุดหรอก เพราะฉะนั้นตัวความสุข เป็นของที่เราก็ต้องระมัดระวัง ความทุกข์ดูง่ายเพราะเราไม่ชอบ ความทุกข์เกิดไปดูๆ ดูแล้วอยากให้ความทุกข์หายไป มีความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ไปเห็นแล้วอยากให้หาย อันนี้ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน ใจไม่เป็นกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็ยังสอนพระในนี้องค์หนึ่ง ไปเช็ดหน้าต่างให้หลวงพ่อ ใจก็ประคองนิ่งๆ ไว้ เพราะว่าทีแรกใจมันฟุ้ง ก็เลยไปประคองไว้ บอกทำอย่างไรมันก็ไม่หาย ท่านเล่า ไม่หาย โอ๊ย บอกไม่หายหรอก การที่จิตไปสร้างภพนิ่งๆ ว่างๆ ขึ้นมาอันหนึ่ง เบื้องหลังของมันคือตัณหา ฉะนั้นไม่ต้องไปละที่ผล ละก็ละที่เหตุ คือละที่ตัณหา ท่านบอกตัวสมุทัย ตัวตัณหาให้ละ ไม่ใช่ละตัวทุกข์ ตัวทุกข์เป็นผล ตัวภพทั้งหลายนั่นมันทุกข์แล้วล่ะ มันเป็นผล เป็นวิบาก ละไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราภาวนา จิตมันไปติดนิ่งๆ อะไรอยู่ แล้วเราประคองแก้ไม่ตก ไม่ต้องไปนั่งแก้ สังเกตลงไปเลย ทำไมเราต้องไปประคองเอาไว้อย่างนั้น ไปควบคุมรักษาจิตเอาไว้อย่างนั้น เพราะมันอยากดี มันอยากปฏิบัติ มันอยากดี ให้รู้ตัวนี้ ถ้าเรารู้ทันใจที่อยาก ก็ละ มันละได้เอง เพราะว่ากิเลสมันทนสติไม่ได้ พอเรารู้ว่าตัวนี้คือความอยากปฏิบัติ ความอยากนั้นจะดับอัตโนมัติ อันนี้เรียกว่าการละสมุทัย ละด้วยการที่เราไปรู้เท่าทันมัน ทำลายมันลงไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอทำลายสมุทัยหมดไปแล้ว ก็ไม่มีความจงใจ ที่จะไปสร้างภพอันใดอันหนึ่งขึ้นมา แล้วเข้าไปนอนนิ่งๆ อยู่ในภพอันนั้น ก็เรียก พอเราละสมุทัยได้ ทุกข์มันก็ดับของมันเอง ไม่ต้องไปดับมัน เพราะฉะนั้นทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ ตัวทุกข์ อย่างเราไปสร้างภพ แล้วเราก็ไปติดอยู่อย่างนั้น มันอึดอัด ไม่มีความสุข ไม่ต้องหาทางแก้ ให้ละที่ตัวสมุทัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูให้ออกอะไรอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้เรามาทำจิตมาสู่จุดที่มันติดล็อกอยู่อย่างนี้ มันต้องมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือตัณหา เช่น อยากปฏิบัติ อยากพ้นทุกข์ อยากบรรลุมรรคผลนิพพาน ตัวอยากทั้งหลาย ตัวอยากทั้งหลาย ถ้าเรามีสติรู้มันดับทันทีเลย เพราะฉะนั้นพอเหตุมันดับ ผลมันอยู่ไม่ได้หรอก มันจะอยู่ได้ช่วงหนึ่ง เพราะว่ามันมีวิบาก ก็รับผลไปช่วงหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนสร้างภพแน่นอึดเลย บังคับตัวเอง เครียดจนแน่นมากเลย แล้วพอรู้ทันว่า เอ๊ย นี่เราอยากปฏิบัติ เราบังคับตัวเองมากมาย มันเลิกบังคับ แต่มันยังแน่นอีกช่วง ต้องรับวิบาก เหมือนอย่างร่างกายเรานี้มันเป็นวิบาก เป็นผลจากกรรมในอดีตส่งผลมา ถึงเราไม่ยึดไม่ถือมัน มันก็ยังอยู่อีกช่วงหนึ่ง แล้วถึงเวลามันก็ตาย หมดสภาพของมันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาภาวนา เราสังเกตไป คอยรู้เท่าทัน รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง น้อมจิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ทำไป แล้วถ้าจิตมันหลงไปสร้างภพอะไรขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็สร้างทุกคนเวลาปฏิบัติ หรือสร้างภพทั้งหลายขึ้นมา เสียหายไหม ไม่เสียหายมากหรอก เพราะว่าศีล สมาธิ ปัญญา เกิดในภพ แต่ว่าถ้าเรารู้ทันว่านี่เป็นภพอันหนึ่ง เราก็จะพ้นจากภพอันนั้นได้ เป็นปัญญาที่สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือรู้อริยสัจ รู้ว่ามีตัณหา ก็เลยเกิดภพอันนี้ขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่สงบไม่ใช่ว่าจะตั้งมั่นทุกดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราค่อยๆ ภาวนา เป็นการให้พรตัวเองมากขึ้นๆๆ จิตใจเราก็มีความสุข มีความสงบ แล้วก็เจริญปัญญา พอจิตใจเรามีความสุข มีความสงบ เราก็มาพัฒนาให้พรตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก ฝึกให้จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นสูงกว่าจิตสงบ จิตสงบบางทีไม่ตั้งมั่น แต่จิตตั้งมั่นทุกดวงสงบ ตรงนี้ต้องฟัง ทำความเข้าใจนิดหนึ่ง จิตที่สงบไม่ใช่ว่าจะตั้งมั่นทุกดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเพ่งกสิณไฟ เรากำหนดลงไปจนเห็นไฟ จิตสงบอยู่กับไฟ ไฟดับไปกลายเป็นแสง เป็นดวงปฏิภาคนิมิตขึ้นมา จิตสงบอยู่กับปฏิภาคนิมิต อยู่กับอุคคหนิมิต อันนั้นจิตยังไม่ได้ตั้งมั่น จิตไหลไปอยู่ที่ไฟ จิตไหลไปอยู่ที่นิมิต เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตสงบ ไม่แน่ว่าจะตั้งมั่นหรือเปล่า แต่ถ้าเราฝึกจนจิตตั้งมั่น จิตดวงนั้นสงบอยู่ในตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นสอนอยู่ทุกวี่ทุกวัน บางทีก็ทำได้ บางทีก็ทำไม่ได้พวกเรา ต้องฝึกให้เยอะๆ หน่อย วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่น ก็อย่าไปบังคับให้จิตตั้งมั่น จิตไม่ชอบให้ใครบังคับ ให้มีสติรู้ทันเวลาจิตมันไม่ตั้งมั่น จิตที่ไม่ตั้งมั่นก็คือจิตที่มันไหลไป มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลงทางใจส่วนใหญ่หลงไปคิด มันหลงไปดูรูป ในขณะที่หลงไปดูรูป จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว จิตไหลออกไปทางตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงไปฟังเสียง จิตไหลออกไปทางหู หลงไปดมกลิ่น จิตไหลออกไปทางจมูก หลงในรสจิตก็ไหลไปที่ลิ้น หลงโผฏฐัพพะ โอ้ วันนี้อากาศเย็นดีจังเลย จิตก็ไหลออกไป ออกข้างนอกไป ถ้าเรามีสติรู้ทันว่าจิตมันไหลไป จิตมันจะตั้งมั่นอัตโนมัติ เพราะจิตที่ไหลไปเป็นจิตที่มีกิเลสชื่ออุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน ฟุ้งโคจร พาให้จิตโคจรไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือโคจรไปทางใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นที่โคจรของจิตออกไปข้างนอก ธรรมารมณ์ก็เป็นที่โคจรของจิตเข้ามาข้างใน ถ้าเรารู้ทันจิตมันไหลออกไป รู้ทันจิตมันไหลออกไป รู้ทัน จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้เจตนา เพราะตรงที่จิตไหลนั้น จิตฟุ้งซ่าน มีกิเลสคืออุทธัจจะ ทันทีที่สติเกิด รู้ทันว่าจิตฟุ้งซ่าน สติเกิดเมื่อไรกิเลสดับเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นจิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมาอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดถึงจิตไหลๆ พวกที่เรียนปริยัติมากๆ ก็จะโวยวาย โอ๊ย จิตไม่มีไหลหรอก จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ จิตมีนับจำนวนไม่ถ้วน ไม่ได้มีดวงเดียวไหลไปไหลมา เขาพูดถูก แล้วเราภาวนาไปถึงจุดหนึ่ง เราก็จะไปเห็นตรงนั้นจริงๆ เขาไม่ได้หลอกหรอก แต่ว่าเวลาที่เราลงมือปฏิบัติ เราดูสิ่งที่เราเห็นได้จริงๆ เราเห็นว่าจิตเรายังมีดวงเดียวนี้ล่ะ วิ่งไปทางตาแล้วก็กลับมา วิ่งไปทางหูแล้วก็กลับมา วิ่งไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็กลับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้อย่างที่รู้ไปก่อน ไม่อย่างนั้นปัญญาล้ำหน้า แล้วมันจะไม่เห็นสภาวะ จิตเกิดที่ตา แล้วถามตัวเอง ตาเห็นรูปรู้ไม่รู้อะไรอย่างนี้ อันนั้นฟุ้งซ่าน อันนั้นฟุ้งซ่านแล้ว เรียกว่าปัญญามันล้ำหน้าไป ล้ำจนกระทั่งไม่ได้เห็นสภาวะรองรับแล้ว ฉะนั้นเราเห็นสิ่งที่เรารู้ได้เห็นได้ อย่างเราเห็นจิตมันไหลไป เรารู้ พอรู้ปุ๊บจิตที่ไหลมันดับ มันรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จิตไม่มีที่อยู่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกยังไม่เป็น ไม่ชำนาญ รู้ว่าจิตหลงไปดูรูป มันก็จะไปดึงจิตคืน ตรงที่ไปดึงจิตคืน จิตจะแน่นๆ ขึ้นมาเลย เดี๋ยวไหลไปทางหูก็ไปดึงคืนมาอีก ก็แน่นๆ อีก พอฝึกไป ต่อไปชำนาญเราจะเห็น จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น ทีแรกหลวงพ่อก็เห็น จิตมันวิ่งไปวิ่งมาอย่างนี้ ก็เลยไปถามหลวงปู่ดูลย์ “หลวงปู่ครับ จิตมันอยู่ที่ไหน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นภาวนารู้เข้ามาถึงความไหวๆ ในอกแล้ว ก็เห็นกิเลสอะไรก็ผุดขึ้นตรงนี้ๆ แต่คิดว่าจิตมันอยู่กลางหน้าอก แต่เดิมก็คิดว่าจิตมันวิ่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอละเอียดขึ้นมารู้สึกจิตมันมาอยู่ที่กลางอกนี้ แล้วก็ไปถามหลวงปู่ดูลย์ เพื่อขอคำยืนยันว่าจิตอยู่ที่กลางอก ถามบอก “หลวงปู่ครับ จิตมันอยู่ที่ไหน” หลวงปู่บอก “จิตไม่มีที่อยู่” คราวนี้ยิ่งงงหนักกว่าเก่าอีก จิตไม่มีที่อยู่จริงๆ ก็คือจิตมันเกิดที่ไหน มันก็ดับที่นั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึกแล้วต่อไปมันจะมาถึงจุดนี้ มันจะรู้เลยจิตไม่ได้มีที่ตั้งถาวรอยู่ที่ไหนหรอก มันเกิดตรงไหน มันก็ดับตรงนั้น แล้วมันก็เกิดจิตอีกดวงหนึ่ง จะตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง แล้วตั้งอยู่ที่ใหม่เกิดแล้วก็ดับอีก มันก็ไปเกิดที่อื่นต่อ เดี๋ยวก็ไปเกิดที่ตาแล้วก็ดับ ไปเกิดที่ใจแล้วก็ดับ ไปเกิดที่หูแล้วก็ดับ ไปเกิดที่ใจแล้วก็ดับ ไปเกิดที่จมูกแล้วก็ดับ เกิดที่ใจแล้วก็ดับ กลับมาที่นี่เรื่อยๆ ทีแรกก็ไปดึงให้กลับเข้ามาที่ใจ ต่อไปชำนาญไม่ต้องดึง กระทบปุ๊บพอรู้ทัน จิตเข้ามาที่จิต เข้ามาที่ใจตัวเอง ตั้งมั่นขึ้นเองเลย ค่อยๆ ฝึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริยัติเขาก็ดี เขาก็พูดหลายส่วนนั้นถูกต้อง เราจะแก้ความหลงผิดว่าจิตมีดวงเดียว เวลาเราภาวนา เราก็จะรู้สึกจิตมีดวงเดียว คนทั่วโลกมันก็คิดว่าจิตมีดวงเดียว หมามันก็รู้สึกว่าจิตมันดวงเดียวนี่ล่ะ มันมีตัวเราอยู่ตัวหนึ่ง มีความเป็นอมตถาวร ถ้าคิดมากต่อไปอีก ก็คือตัวเรานี้ตายไปแล้ว ร่างกายตาย จิตดวงนี้ออกจากร่างไปเกิดใหม่ นี่มิจฉาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่จริงจิตเกิดแล้วดับ จิตเกิดที่ไหนดับที่นั้นล่ะ ไม่มีหรอกจิตที่ออกจากร่างนี้ แล้วไปเกิดในร่างใหม่ ในชีวิตใหม่ อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะว่าภาวนายังไม่ละเอียดพอ ยังเห็นว่าจิตนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราค่อยภาวนา แล้วก็เกิดความรู้ถูกความเข้าใจถูกมากขึ้นๆ จิตเราตั้งมั่นแล้วเราก็เดินปัญญาไป สติระลึกรู้กายด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง มันก็จะเห็นไตรลักษณ์ของกาย ร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ มันก็จะเห็นเวทนาก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จิตตั้งมั่นอยู่ ระลึกรู้ความจำได้หมายรู้ ระลึกสัญญา ก็จะเห็นสัญญาก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่ แล้วสติระลึกรู้สังขารคือความปรุงแต่ง ปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วของจิต ก็จะเห็นว่าสังขารทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แล้วสุดท้ายจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้จิตที่เกิดดับทางทวารทั้ง 6 เราก็จะเห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน เกิดดับเหมือนกัน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเห็นตัวนี้ได้อย่างถ่องแท้ เป็นพระโสดาบันแล้ว ละความเห็นผิดว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นตัวเราของเรา ไม่มีตัวเรา ถึงจุดนั้น ค่อยๆ ฝึก ถ้าเราภาวนามาถึงตรงนี้ ชีวิตเราจะเต็มไปด้วยความสุข มีทั้งความสุข มีทั้งความสงบอยู่ในตัวเอง จิตรู้ จิตตื่น จิตเบิกบาน โดยที่เราไม่ต้องรักษามัน อย่างถ้าปัญญาเรายังไม่พอ แป๊บเดียวจิตจะไหลลงไปยึดอารมณ์โน้นอารมณ์นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราภาวนาจนรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว โอ้ ขันธ์ 5 ไม่มีอย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้ ขันธ์ 5 มันตัวทุกข์ จิตมันวางขันธ์ 5 จิตมันวางแล้ว มันไม่เข้าไปจับอีกแล้ว คราวนี้เราไม่ต้องรักษาจิตแล้ว ที่เราฝึกมาตั้งแต่ต้น เราต้องรักษาจิต มีสติคุ้มครองรักษาจิตไป จนกระทั่งถึงจุดที่จิตมันรู้แจ้งแทงตลอด มันปล่อยวางขันธ์ 5 ได้ ย่อลงมาก็ปล่อยวางรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นปล่อยตัวนี้ได้ เพราะว่ามันปล่อยจิตได้ ปล่อยวางจิตไม่ยึดถือจิตได้ มันก็ปล่อยขันธ์ 5 เพราะขันธ์ 5 นั้นมันเกิดจากจิต ปล่อยขันธ์ 5 ได้ มันก็ปล่อยโลกทั้งโลกได้ จิตดวงเดียวสร้างขันธ์ 5 ขึ้นมา ในปฏิจสมุปบาทสอนไว้ “วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป” ขันธ์ 5 มันก็คือตัวนามรูปนั่นล่ะ ฉะนั้นถ้ารู้แจ้งแทงตลอด ว่ากระทั่งตัวจิตไม่ใช่ตัวเรา ขันธ์ 5 ที่เป็นผลผลิตของจิต เป็นตัวเราไปไม่ได้ ไม่ใช่คิด แต่ว่ามันรู้เลย รู้ลึกซึ้งลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุปฏิปันโนตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นค่อยฝึก ฝึก ถ้าเราภาวนามาถึงจุดนี้ เห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ 5 ไม่มีเราในขันธ์ 5 ไม่มีเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 อีก ไม่มีเราที่ไหนเลย ตรงนั้นล่ะจิตของเราเป็นพระแล้ว เรียกพระโสดาบัน เห็นไหมจิตเราเป็นพระ พระบอกแล้ว พระแปลว่าประเสริฐ วร นั่นล่ะได้รับพรสูงสุดแล้ว ถ้าได้เป็นโสดาบัน พระพุทธเจ้าบอกว่าดีกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก เจ้าจักรพรรดิครองโลกได้ มีทุกสิ่งทุกอย่างมากมาย ท่านบอกว่าเป็นพระโสดาบัน ยังดีกว่าได้สมบัติของจักรพรรดิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราไม่รู้จักจักรพรรดิ ยุคนี้ไม่มี คนที่จะครองโลกได้ อย่างมหาเศรษฐีมีเงินมากเป็นแสนล้าน กินข้าวได้เท่าไรวันหนึ่ง ก็กินข้าวได้แค่นี้ล่ะ มีบ้าน 100 หลัง มันก็อยู่ได้หลังเดียว อยู่ได้ครั้งละหลัง มีเมีย 100 คน มันก็อยู่ได้ทีละคนเท่านั้นล่ะ เพราะฉะนั้นมันไม่มีสาระแก่นสาร ทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย มันเอาไว้หลอกๆ ให้คนหลง ให้คนแย่งกัน แต่พอเราภาวนา เรารู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรหรอก มีแต่ของที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีสาระแก่นสารอะไร ใจเราเข้าถึงความสุขความสงบ มีความสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าท่านก็เคยสอนว่าเป็นกษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ์ เป็นอะไร ก็ยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวง กลัวถูกปฏิวัติ กลัวถูกลูกจะฆ่าเอาหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ กลัวไปหมด ไม่ได้มีความสุขจริง จะกินอาหารก็ไม่รู้จะโดนยาพิษหรือเปล่า บอกว่ามันไม่ได้มีความสุขจริง ความสุขในโลกมันเจือด้วยความทุกข์เสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อขึ้นไปกราบหลวงปู่สิมที่ถ้ำผาปล่อง เดี๋ยวนี้ให้ขึ้น ขึ้นไม่ไหวแล้ว ขึ้นเขาไป เมื่อก่อนยังหนุ่มๆ อยู่ก็ขึ้นไหว หลวงปู่ท่านแก่แล้ว ท่านยังขึ้นได้ เพราะว่านั่งเสลี่ยงลูกศิษย์หามขึ้นไป เสลี่ยงหนักๆ หาม มีผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางร่ำรวย ที่บ้านผลิตธูปขาย ขายธูป เอาธูปมาถวายหลวงปู่เยอะเลย แล้วบอกว่าด้วยบุญจากการถวายธูปหลวงปู่ ขอพรหลวงปู่ ขอให้รวยๆ ให้รวยมากๆ เลย รวยเยอะๆ เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ บอก เออ รวยแล้วทุกข์นะ เขาถามหลวงปู่ มันทุกข์อย่างไรคะ เดี๋ยวโจรมันมาปล้น มันไม่มีความสุข ฉะนั้นบอก ฉะนั้นขอพรเพิ่มอีกข้อหนึ่ง ขอไม่ให้โจรมาปล้น เอารวยแบบโจรไม่ปล้น หลวงปู่ก็เลิกพูดเลย ยิ้มๆ ไป ความสุขของโลกมันเจือทุกข์ มันยังไม่ประเสริฐจริงหรอก ให้พรบอกให้ร่ำรวย ให้ร่ำรวยก็เท่ากับบอกให้มีภาระไปอีกแบบหนึ่ง คนรวยๆ ก็มีภาระ มีเงินเยอะๆ เอาไปลงทุนโน้นลงทุนนี้ บอกสบายแล้วชีวิตนี้ ไม่ต้องทำมาหากิน ให้เงินทำงานแทน ปรากฎว่า เอ้า โดนโกงไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสมบัติทางโลก สมบัติผลัดกันชม อย่าไปหลงกับมันมาก ไม่มีก็ไม่ได้ก็ต้องมี มีแล้วก็พอประมาณ แล้วก็พัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูก เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมันชั่วคราว ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวรหรอก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทั้งหมด ถ้าใจเราได้ธรรมะ จะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้น เป็นธรรมะระดับพระโสดาบัน พระโสดาบันเป็นพระแล้ว เป็นฆราวาสแล้วได้โสดาบัน ก็คือเป็นพระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะในบทสังฆคุณ ท่านบอก “สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติดี ปฏิบัติธรรมะเพื่อออกจากทุกข์” อีกลักษณะของพระสงฆ์ที่ดี แล้วใครบ้างที่เป็นพระสงฆ์ที่ดี คู่แห่งบุรุษ 4 คู่นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ บุรุษนี้แปลว่าคน รวมสตรีด้วย 4 คู่คืออะไร โสดาปัตติมรรคบุคคล โสดาปัตติผลบุคคล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล 3 คู่แล้ว อรหัตตมรรค อรหัตตผล นี่คู่ที่ 4 บอกว่ามี 4 คู่ นับเรียงรายละเอียดลงไปได้ 8 นี่ล่ะคือสาวกของพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้บอกว่า ต้องบวชถึงจะเป็นสาวก ถ้าเมื่อไรเราได้เป็นสุปฏิปันโน ได้เป็นพระโสดาบันขึ้นมา นี่เป็นสุปฏิปันโนตัวจริงแล้ว เราเป็นพระในขณะนั้นล่ะ เป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องบวชก็ได้ จะบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์ เพราะฉะนั้นความเป็นพระไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบ อย่างหลวงพ่อเป็นพระสมมติ แต่งตัวอย่างนี้สมมติว่าเป็นพระ อย่างโยมหัวดำ นุ่งผ้าถุง นุ่งกางเกง ภาวนาดีๆ ได้โสดาบัน โยมก็เป็นพระแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นได้รับพร เป็นพระนั่นก็คือประเสริฐแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ ได้รับพร เพราะฉะนั้นสรุปก็คือพรปีใหม่ เลิกขอเสียทีเถอะ ขออยู่นั่นล่ะ เอะอะก็ขอโน่นขอนี่ ทำเอาเอง พร รักษาศีล ฝึกจิตฝึกใจให้สงบ ฝึกจิตฝึกใจให้รู้เนื้อรู้ตัว เจริญปัญญาให้เห็นความจริงถ่องแท้ของกายของใจ รูปนาม ขันธ์ 5 ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเราก็เป็นพระ ได้รับพรทุกวันเลย ได้รับพรอยู่ทุกวัน ไม่ต้องขอใคร นี่ล่ะพร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อ 2-3 วันนี้ก็มี เมื่อวานก็มีบอกปีใหม่แล้ว ขอพรจากหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ให้พร “อย่าทำชั่ว ทำความดี ฝึกจิตฝึกใจไป” เขาก็งง ๆ นิดหน่อย นี่พรหรือ นี่ล่ะพรตัวจริง ส่วน “ขอให้เธอทั้งหลายอยู่เย็นเป็นสุข รวยๆๆ ให้ทุกคนร่ำรวย มีสุขภาพดี” โถ หลวงปู่หลวงตาอะไร สุขภาพยังไม่ดีเลย จะไปขออะไรที่ Innocent อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้พร “อย่าทำความชั่ว ทำความดีเอาไว้ ฝึกจิตฝึกใจของตัวเองจนสะอาดผ่องแผ้ว” นั่นล่ะคือพรสูงสุดของพวกเราชาวพุทธ ฉะนั้นวันนี้เทศน์รับส่งท้ายปีเก่าให้ฟัง ไปสร้างพรให้ตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
30 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10901</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10901"/>
		<updated>2025-04-10T12:41:54Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者- 2023年12月23日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10900</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10900"/>
		<updated>2025-04-10T12:33:50Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五盖》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《บุคคลมาวัด 3 ประเภท-来寺庙的三种人》-隆波帕默尊者-2023年12月27日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《อนุสติ 10-十随念》-隆波帕默尊者-2023年12月24日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《แสวงหาธรรมะ-求法》-隆波帕默尊者-2023年12月23日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10845</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10845"/>
		<updated>2025-04-08T09:28:52Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10844</id>
		<title>《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10844"/>
		<updated>2025-04-08T08:45:09Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt; &lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความว่างของธาตุทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10843</id>
		<title>《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10843"/>
		<updated>2025-04-08T08:30:24Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt; &lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
=== ความว่างของธาตุทั้ง 6 === &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน ====&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน ==== &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้ ====&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ ====&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==== เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ ====&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_5-%E4%BA%94%E5%A4%A7%E9%9A%9C%E7%A2%8D%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10842</id>
		<title>《นิวรณ์ 5-五大障碍》-隆波帕默尊者-2023年12月30日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_5-%E4%BA%94%E5%A4%A7%E9%9A%9C%E7%A2%8D%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8830%E6%97%A5&amp;diff=10842"/>
		<updated>2025-04-08T08:16:00Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ {{页面横幅-Thai}}  นิวรณ์ 5  เกือบจะสิ้นปีแล้ว เป็นเทศกาลให้พรกัน อวยพร ปีกลายก็อวยพร ปีโน้นก็อวยพร มันก็เป็นกำลังใจ ไม่มากกว่านั้น เราอยากได้พร เราต้องทำเอาเอง พรแปลว่าประเส…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิวรณ์ 5&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกือบจะสิ้นปีแล้ว เป็นเทศกาลให้พรกัน อวยพร ปีกลายก็อวยพร ปีโน้นก็อวยพร มันก็เป็นกำลังใจ ไม่มากกว่านั้น เราอยากได้พร เราต้องทำเอาเอง พรแปลว่าประเสริฐ คำว่า “วร” (วะระ) คำว่า “พระ” ถ้าเราภาวนาจนใจเราเป็นพระ เราได้พรประจำตัวแล้ว พรมันก็หนีไม่พ้นกฏแห่งกรรม ถ้าเราทำชั่ว มันก็คือสาปแช่งตัวเอง ไม่เป็นพรแล้ว ถ้าเราทำดีเราก็ให้พรตัวเอง ดีหรือชั่ว ได้รับพรหรือไม่ได้รับพร อยู่ที่การกระทำของเราเอง คนอื่นช่วยเราไม่ได้ เทวดาก็ช่วยเราไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราชั่ว เทวดายิ่งหนีเลย ไม่เข้าใกล้ เทวดาเคยไปทูลพระพุทธเจ้าบอกมนุษย์เหม็น สกปรก เทวดาต้องอยู่ห่าง 1,600 กิโลถึงจะอยู่ได้ ถ้าอยู่ใกล้ๆ ไม่ไหว สกปรก ยกเว้นมนุษย์คนนั้นมีศีล มีศีลที่ดี ศีลหอมเหมือนน้ำหอม กลบกลิ่นที่น่าเกลียดของมนุษย์ได้ เราอยากได้พร อยากให้เทวดารัก ต้องมีศีล ถ้าเราไม่มีศีล ไม่มีใครเขามาช่วยเราหรอก ไปอ้อนวอนเทพ พรหม เทวดาที่ไหนให้ช่วยเรา ก็ไม่มีทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นการถือศีลนั้น คือการให้พรกับตัวเองขั้นหนึ่งแล้ว ตั้งอกตั้งใจ ไม่ต้องถือเยอะหรอก เอา 5 ข้อก็พอแล้ว แล้วที่สำคัญจริงๆ คือ 4 ข้อแรกอยู่ในองค์มรรคเลย ข้อที่ 5 มันไปอยู่ในเรื่องของสัมมาสติ กินเหล้าเมายาสติมันอ่อน เป็นตัวเบียดเบียนสติ ฉะนั้นถือศีล 5 ข้อไว้ ชีวิตก็จะได้รับพร เราได้ให้พรตัวเองด้วย เทวดาเขาก็ชอบ เขาก็ให้พร ให้พรก็ช่วยได้ก็ช่วย แต่ไม่เกินกรรม เทวดามีไหม มี ไม่ใช่ไม่มี ช่ วยเราได้ไหม ช่วยได้แต่ไม่เกินกรรม ฉะนั้นตัวชี้ขาดก็กรรมของเรานั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิวรณ์คือสิ่งซึ่งขัดขวางคุณงามความดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นตั้งอกตั้งใจรักษาศีล 5 เอาไว้ให้ดี เท่ากับเราได้รับพรทุกวันๆ ถัดจากนั้นเราก็ให้พรตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก มาอบรมจิตใจของเราให้มันสงบ ให้มันตั้งมั่น ไม่ถูกกิเลสย้อม กิเลสที่เข้ามาย้อมใจเรา ทำให้ใจเราฟุ้งซ่านวุ่นวาย จนกระทั่งเกิดเป็นกิเลสหยาบๆ คือนิวรณ์ 5 ตัว กามฉันทะนิวรณ์ การที่เรารักใคร่ผูกพันติดอกติดใจในกามคุณอารมณ์ คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือสิ่งที่สัมผัสกาย สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้สมาธิของเราเสีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเวลาจิตเราถูกกามฉันทะกระตุ้น จิตเราก็จะเริ่มฟุ้งซ่าน หรือเวลาเกิดความรู้สึกพยาบาทขึ้น พยาปาทะ มุ่งร้ายอยากทำลาย อยากฆ่า จิตเราก็ไม่มีสมาธิ ฟุ้งซ่านขึ้นมา หรือเราไม่ได้ฝึกอบรมตัวเอง จิตใจฟุ้งออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่ทันเลย เรียกมันฟุ้งซ่าน อันนี้สมาธิมันก็ไม่มี แล้วธรรมชาติของจิตฟุ้งมากๆ แล้วมันจะหงุดหงิด ไม่มีความสุข เรียกรำคาญใจ กุกกุจจะ ฟุ้งซ่านแล้วต่อด้วยรำคาญใจ จิตใจไม่สงบ จิตใจไม่มีความสุข รำคาญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเราเกิดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย อันนี้เรียกว่าวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาไม่ใช่สงสัยว่า พื้นที่ตรงนี้อยู่กับอำเภออะไร อันนี้ไม่ใช่วิจิกิจฉา ถนนหน้าวัดนี้ ถ้าวิ่งไปต่อเลยวัดไป แล้วจะไปไหน สงสัยอย่างนี้ อันนี้ไม่เรียกว่าวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาคือสงสัยพระพุทธเจ้ามีจริงไหม ท่านตรัสรู้จริงไหม ที่ท่านสอนถูกต้องหรือเปล่า ทำตามแล้วพ้นทุกข์ได้จริงไหม พอสงสัยตรงนี้ มันก็สงสัยต่อไปอีก พระสงฆ์มีจริงไหม หรือเป็นอาชีพอันหนึ่ง อาชีพเป็นนักบวช มีอยู่มีกิน สงสัยไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เห็นข่าวพระทำชั่ว เราแยกไม่ออก เราก็เลยพระทั้งหมดชั่ว คงไม่มีแล้วพระอริยะ นี่สงสัย พวกนี้ ทำ มันบั่นทอนทำให้จิตใจเรา ไม่มุ่งมั่น ไม่เด็ดเดี่ยวที่จะปฏิบัติ กระทั่งพระพุทธเจ้ามีหรือเปล่ายังไม่รู้เลย แล้วจะไปปฏิบัติตามคำสอนของท่านได้อย่างไร สงสัยไปเยอะๆ เลย ทุกเรื่องเลย สุดท้ายก็เลยเชื่อแต่ความคิดความเห็นของตัวเอง จิตใจหาความสงบ หาความตั้งมั่นอะไรไม่ได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะนั่งสมาธิก็สงสัยอีก จะใช้กรรมฐานอะไรดีหนอ วันนี้ลองอันนี้ อีกวันลองอีกอันหนึ่ง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ สงสัยไม่เลิกว่าอันไหนมันจะดี จิตไม่สงบสักที สงสัยว่าทำอย่างไรจะถูก ที่ทำอยู่นี้ถูกหรือไม่ถูกอะไรอย่างนี้ สงสัยจุกจิกๆ ในเรื่องของการปฏิบัติ ไม่สามารถที่จะมีสติรู้สภาวะ ที่กำลังมีกำลังเป็นได้ เอาแต่สงสัยไปเรื่อยๆ ใจก็ไม่มีความสงบหรอก สงสัยในเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใจไม่มีความสุข ไม่มีความสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกอันหนึ่งที่เป็นกิเลสระดับกลางๆ ที่ทำให้สมาธิของเราเสีย คือเรื่องสภาวะที่มันเซื่องซึม หดหู่ เซื่องซึม บางครั้งเราอยู่ในบรรยากาศอย่างหนึ่ง อยู่ๆ ใจก็หดหู่เซื่องซึมไปก็ได้ เวลาที่จิตใจหดหู่เซื่องซึม ไม่มีสมาธิหรอก สมาธิมันเสีย เพราะฉะนั้นนิวรณ์เหล่านี้ ถ้ามันเกิดขึ้น สมาธิเราจะไม่มี แต่ถ้าเราพยายามอดทนฝึกให้จิตเรามีสมาธิ ทำกรรมฐานไป รู้จักเลือกอารมณ์ที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุข อารมณ์นั้นไม่ยั่วให้เกิดกิเลส เราน้อมจิตให้อยู่ในอารมณ์อันนี้นานๆ ค่อยๆ ไป ทีแรกมันก็ฟุ้งซ่าน แล้วทำทุกวันๆ ต่อไปมันก็สงบลงมา เวลามันสงบมันก็ข่มนิวรณ์ได้ เวลาจิตไม่มีกำลังไม่สงบ ก็ถูกนิวรณ์เข้ามาข่มจิต ก็ยิ่งฟุ้งซ่านมากกว่าเก่าอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นต้องอดทน ในช่วงแรกๆ ของการปฏิบัติ ตั้งใจรักษาศีลไว้แล้วก็อดทน เราจะต้องต่อสู้กับนิวรณ์ 5 ตัว นิวรณ์โดยตัวศัพท์ของมัน ก็หมายถึงสิ่งซึ่งคอยมาขัดขวาง การทำคุณงามความดีทั้งหลาย นั่นละเรียกว่านิวรณ์ ฉะนั้นเวลามีสิ่งมาขัดขวางคุณงามความดีในใจเรา ก็เรียกว่ามีนิวรณ์เกิดขึ้นแล้ว ทีแรกเราก็ยังมีนิวรณ์ทุกคน ก็ต้องอดทนภาวนาทำไปเรื่อยๆ มันคงไม่ชั่วตลอดชาติหรอก อดทนทำไป ให้พรตัวเองทุกวันว่า ตื่นมามันก็ให้พรตัวเองว่าเราจะขยันภาวนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝึกฝนอดทนทำ จนจิตใจคุ้นเคยกับความสงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ สอนตัวเองไป แล้วก็ทำกรรมฐานไป แรกๆ ก็ฟุ้งซ่าน ต่อไปก็สงบ พอจิตใจมันคุ้นเคยกับความสงบแล้ว คราวนี้สงบง่าย แต่เดิมสงบยาก เพราะมันคุ้นเคยกับความฟุ้งซ่าน มันฟุ้งมาตั้งแต่เกิด จะมาฝึกให้สงบก็ไม่ง่าย แต่พอเราฝึกจนจิตใจมันคุ้นเคยกับความสงบ คราวนี้ง่ายแล้ว หายใจทีสองทีก็สงบแล้ว เรียกว่ามีวสี ชำนาญ มีความชำนาญเกิดขึ้น วสีไม่ได้เกิดขึ้นเอง เกิดจากการฝึกฝน อดทนทำไปเรื่อยๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตเรามีสมาธิ แค่สมาธิชนิดสงบ จิตใจมีความสุขแล้ว บางทีไม่ได้เจตนาทำสมาธิ ทำอะไรอยู่ปกตินี่ล่ะ อยู่ๆ จิตมันสงบลงไป มีความสุดผุดขึ้นมา หัดใหม่ๆ จะเจอเยอะเลย อยู่ๆ ก็ความสุขก็ผุดขึ้นมา โอ้ อยู่ๆ ก็มีความสุขอะไรอย่างนี้ คือจิตมันมีสมาธิขึ้นมา ก็มีความสุขผุดขึ้นมา แต่พอฝึกไปนานๆ เราก็จะพบว่าความสุขมันก็เป็นของแปลกปลอม เป็นของหยาบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นพอภาวนามากๆ ต่อไปมันจะกลายเป็นอุเบกขา อุเบกขานี้สูงกว่าความสุข ความสุขนั้นจิตใจยังกระเพื่อมหวั่นไหวอยู่ อุเบกขา จิตกระเพื่อมหวั่นไหวน้อยลง สบายมากกว่ากัน ฉะนั้นอย่างเราฝึกทุกวันๆ ทำกรรมฐานของเราไป บางทีระหว่างทำกรรมฐาน จิตรวมลงไปมีความสุข มีความสงบ บางทีอยู่กับโลกธรรมดาอย่างนี้ อยู่ๆ มีความสุขผุดขึ้นมา ขึ้นมาได้เอง จิตมันคุ้นเคยกับสมาธิแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พอฝึกไปนานๆ มันจะเป็นอุเบกขา ไม่ต้องตกใจว่า อุ๊ย แรกๆ ภาวนาทำไมมีความสุขเยอะ ภาวนามาตั้งนานหายไปไหนหมดแล้วความสุข ความสุขมันเป็นของหลอกเด็ก ถ้าเราไปหลงกับมัน เราก็ติดกับมันนั่นล่ะ ไปไม่รอด พระอนาคามีว่าภาวนาเก่งๆ ท่านติดความสุข ความสุขจากความสงบนี่ล่ะ ความสุขของสมาธิ เพลิดเพลิน ไม่อยากยุ่งกับโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายังอยากอันนี้ ไม่อยากอันนี้ แสดงว่ายังเข้าไม่ถึงที่สุดของทุกข์หรอก ยังยินดีพอใจในฌานสมาบัติ ไม่ชอบที่จะยุ่งเกี่ยวกับคน ยังไม่ใช่หรอก จิตยังมี 2 ทางเลือก ยังไม่ถึงที่สุดหรอก เพราะฉะนั้นตัวความสุข เป็นของที่เราก็ต้องระมัดระวัง ความทุกข์ดูง่ายเพราะเราไม่ชอบ ความทุกข์เกิดไปดูๆ ดูแล้วอยากให้ความทุกข์หายไป มีความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว ไปเห็นแล้วอยากให้หาย อันนี้ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน ใจไม่เป็นกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็ยังสอนพระในนี้องค์หนึ่ง ไปเช็ดหน้าต่างให้หลวงพ่อ ใจก็ประคองนิ่งๆ ไว้ เพราะว่าทีแรกใจมันฟุ้ง ก็เลยไปประคองไว้ บอกทำอย่างไรมันก็ไม่หาย ท่านเล่า ไม่หาย โอ๊ย บอกไม่หายหรอก การที่จิตไปสร้างภพนิ่งๆ ว่างๆ ขึ้นมาอันหนึ่ง เบื้องหลังของมันคือตัณหา ฉะนั้นไม่ต้องไปละที่ผล ละก็ละที่เหตุ คือละที่ตัณหา ท่านบอกตัวสมุทัย ตัวตัณหาให้ละ ไม่ใช่ละตัวทุกข์ ตัวทุกข์เป็นผล ตัวภพทั้งหลายนั่นมันทุกข์แล้วล่ะ มันเป็นผล เป็นวิบาก ละไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นเราภาวนา จิตมันไปติดนิ่งๆ อะไรอยู่ แล้วเราประคองแก้ไม่ตก ไม่ต้องไปนั่งแก้ สังเกตลงไปเลย ทำไมเราต้องไปประคองเอาไว้อย่างนั้น ไปควบคุมรักษาจิตเอาไว้อย่างนั้น เพราะมันอยากดี มันอยากปฏิบัติ มันอยากดี ให้รู้ตัวนี้ ถ้าเรารู้ทันใจที่อยาก ก็ละ มันละได้เอง เพราะว่ากิเลสมันทนสติไม่ได้ พอเรารู้ว่าตัวนี้คือความอยากปฏิบัติ ความอยากนั้นจะดับอัตโนมัติ อันนี้เรียกว่าการละสมุทัย ละด้วยการที่เราไปรู้เท่าทันมัน ทำลายมันลงไปได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พอทำลายสมุทัยหมดไปแล้ว ก็ไม่มีความจงใจ ที่จะไปสร้างภพอันใดอันหนึ่งขึ้นมา แล้วเข้าไปนอนนิ่งๆ อยู่ในภพอันนั้น ก็เรียก พอเราละสมุทัยได้ ทุกข์มันก็ดับของมันเอง ไม่ต้องไปดับมัน เพราะฉะนั้นทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ ตัวทุกข์ อย่างเราไปสร้างภพ แล้วเราก็ไปติดอยู่อย่างนั้น มันอึดอัด ไม่มีความสุข ไม่ต้องหาทางแก้ ให้ละที่ตัวสมุทัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูให้ออกอะไรอยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้เรามาทำจิตมาสู่จุดที่มันติดล็อกอยู่อย่างนี้ มันต้องมีสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคือตัณหา เช่น อยากปฏิบัติ อยากพ้นทุกข์ อยากบรรลุมรรคผลนิพพาน ตัวอยากทั้งหลาย ตัวอยากทั้งหลาย ถ้าเรามีสติรู้มันดับทันทีเลย เพราะฉะนั้นพอเหตุมันดับ ผลมันอยู่ไม่ได้หรอก มันจะอยู่ได้ช่วงหนึ่ง เพราะว่ามันมีวิบาก ก็รับผลไปช่วงหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนสร้างภพแน่นอึดเลย บังคับตัวเอง เครียดจนแน่นมากเลย แล้วพอรู้ทันว่า เอ๊ย นี่เราอยากปฏิบัติ เราบังคับตัวเองมากมาย มันเลิกบังคับ แต่มันยังแน่นอีกช่วง ต้องรับวิบาก เหมือนอย่างร่างกายเรานี้มันเป็นวิบาก เป็นผลจากกรรมในอดีตส่งผลมา ถึงเราไม่ยึดไม่ถือมัน มันก็ยังอยู่อีกช่วงหนึ่ง แล้วถึงเวลามันก็ตาย หมดสภาพของมันไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นเวลาภาวนา เราสังเกตไป คอยรู้เท่าทัน รู้เท่าทันจิตใจตัวเอง น้อมจิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ทำไป แล้วถ้าจิตมันหลงไปสร้างภพอะไรขึ้นมา ส่วนใหญ่ก็สร้างทุกคนเวลาปฏิบัติ หรือสร้างภพทั้งหลายขึ้นมา เสียหายไหม ไม่เสียหายมากหรอก เพราะว่าศีล สมาธิ ปัญญา เกิดในภพ แต่ว่าถ้าเรารู้ทันว่านี่เป็นภพอันหนึ่ง เราก็จะพ้นจากภพอันนั้นได้ เป็นปัญญาที่สูงขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง คือรู้อริยสัจ รู้ว่ามีตัณหา ก็เลยเกิดภพอันนี้ขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตที่สงบไม่ใช่ว่าจะตั้งมั่นทุกดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราค่อยๆ ภาวนา เป็นการให้พรตัวเองมากขึ้นๆๆ จิตใจเราก็มีความสุข มีความสงบ แล้วก็เจริญปัญญา พอจิตใจเรามีความสุข มีความสงบ เราก็มาพัฒนาให้พรตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก ฝึกให้จิตตั้งมั่น จิตตั้งมั่นสูงกว่าจิตสงบ จิตสงบบางทีไม่ตั้งมั่น แต่จิตตั้งมั่นทุกดวงสงบ ตรงนี้ต้องฟัง ทำความเข้าใจนิดหนึ่ง จิตที่สงบไม่ใช่ว่าจะตั้งมั่นทุกดวง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเพ่งกสิณไฟ เรากำหนดลงไปจนเห็นไฟ จิตสงบอยู่กับไฟ ไฟดับไปกลายเป็นแสง เป็นดวงปฏิภาคนิมิตขึ้นมา จิตสงบอยู่กับปฏิภาคนิมิต อยู่กับอุคคหนิมิต อันนั้นจิตยังไม่ได้ตั้งมั่น จิตไหลไปอยู่ที่ไฟ จิตไหลไปอยู่ที่นิมิต เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตสงบ ไม่แน่ว่าจะตั้งมั่นหรือเปล่า แต่ถ้าเราฝึกจนจิตตั้งมั่น จิตดวงนั้นสงบอยู่ในตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่นสอนอยู่ทุกวี่ทุกวัน บางทีก็ทำได้ บางทีก็ทำไม่ได้พวกเรา ต้องฝึกให้เยอะๆ หน่อย วิธีฝึกให้จิตตั้งมั่น ก็อย่าไปบังคับให้จิตตั้งมั่น จิตไม่ชอบให้ใครบังคับ ให้มีสติรู้ทันเวลาจิตมันไม่ตั้งมั่น จิตที่ไม่ตั้งมั่นก็คือจิตที่มันไหลไป มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลงทางใจส่วนใหญ่หลงไปคิด มันหลงไปดูรูป ในขณะที่หลงไปดูรูป จิตไม่ตั้งมั่นแล้ว จิตไหลออกไปทางตา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลงไปฟังเสียง จิตไหลออกไปทางหู หลงไปดมกลิ่น จิตไหลออกไปทางจมูก หลงในรสจิตก็ไหลไปที่ลิ้น หลงโผฏฐัพพะ โอ้ วันนี้อากาศเย็นดีจังเลย จิตก็ไหลออกไป ออกข้างนอกไป ถ้าเรามีสติรู้ทันว่าจิตมันไหลไป จิตมันจะตั้งมั่นอัตโนมัติ เพราะจิตที่ไหลไปเป็นจิตที่มีกิเลสชื่ออุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน ฟุ้งโคจร พาให้จิตโคจรไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือโคจรไปทางใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เป็นที่โคจรของจิตออกไปข้างนอก ธรรมารมณ์ก็เป็นที่โคจรของจิตเข้ามาข้างใน ถ้าเรารู้ทันจิตมันไหลออกไป รู้ทันจิตมันไหลออกไป รู้ทัน จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมาโดยที่เราไม่ได้เจตนา เพราะตรงที่จิตไหลนั้น จิตฟุ้งซ่าน มีกิเลสคืออุทธัจจะ ทันทีที่สติเกิด รู้ทันว่าจิตฟุ้งซ่าน สติเกิดเมื่อไรกิเลสดับเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นจิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมาอัตโนมัติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดถึงจิตไหลๆ พวกที่เรียนปริยัติมากๆ ก็จะโวยวาย โอ๊ย จิตไม่มีไหลหรอก จิตเกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ จิตมีนับจำนวนไม่ถ้วน ไม่ได้มีดวงเดียวไหลไปไหลมา เขาพูดถูก แล้วเราภาวนาไปถึงจุดหนึ่ง เราก็จะไปเห็นตรงนั้นจริงๆ เขาไม่ได้หลอกหรอก แต่ว่าเวลาที่เราลงมือปฏิบัติ เราดูสิ่งที่เราเห็นได้จริงๆ เราเห็นว่าจิตเรายังมีดวงเดียวนี้ล่ะ วิ่งไปทางตาแล้วก็กลับมา วิ่งไปทางหูแล้วก็กลับมา วิ่งไปทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ แล้วก็กลับมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้อย่างที่รู้ไปก่อน ไม่อย่างนั้นปัญญาล้ำหน้า แล้วมันจะไม่เห็นสภาวะ จิตเกิดที่ตา แล้วถามตัวเอง ตาเห็นรูปรู้ไม่รู้อะไรอย่างนี้ อันนั้นฟุ้งซ่าน อันนั้นฟุ้งซ่านแล้ว เรียกว่าปัญญามันล้ำหน้าไป ล้ำจนกระทั่งไม่ได้เห็นสภาวะรองรับแล้ว ฉะนั้นเราเห็นสิ่งที่เรารู้ได้เห็นได้ อย่างเราเห็นจิตมันไหลไป เรารู้ พอรู้ปุ๊บจิตที่ไหลมันดับ มันรู้สึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“จิตไม่มีที่อยู่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีแรกยังไม่เป็น ไม่ชำนาญ รู้ว่าจิตหลงไปดูรูป มันก็จะไปดึงจิตคืน ตรงที่ไปดึงจิตคืน จิตจะแน่นๆ ขึ้นมาเลย เดี๋ยวไหลไปทางหูก็ไปดึงคืนมาอีก ก็แน่นๆ อีก พอฝึกไป ต่อไปชำนาญเราจะเห็น จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น ทีแรกหลวงพ่อก็เห็น จิตมันวิ่งไปวิ่งมาอย่างนี้ ก็เลยไปถามหลวงปู่ดูลย์ “หลวงปู่ครับ จิตมันอยู่ที่ไหน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนั้นภาวนารู้เข้ามาถึงความไหวๆ ในอกแล้ว ก็เห็นกิเลสอะไรก็ผุดขึ้นตรงนี้ๆ แต่คิดว่าจิตมันอยู่กลางหน้าอก แต่เดิมก็คิดว่าจิตมันวิ่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอละเอียดขึ้นมารู้สึกจิตมันมาอยู่ที่กลางอกนี้ แล้วก็ไปถามหลวงปู่ดูลย์ เพื่อขอคำยืนยันว่าจิตอยู่ที่กลางอก ถามบอก “หลวงปู่ครับ จิตมันอยู่ที่ไหน” หลวงปู่บอก “จิตไม่มีที่อยู่” คราวนี้ยิ่งงงหนักกว่าเก่าอีก จิตไม่มีที่อยู่จริงๆ ก็คือจิตมันเกิดที่ไหน มันก็ดับที่นั่นล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ฝึกแล้วต่อไปมันจะมาถึงจุดนี้ มันจะรู้เลยจิตไม่ได้มีที่ตั้งถาวรอยู่ที่ไหนหรอก มันเกิดตรงไหน มันก็ดับตรงนั้น แล้วมันก็เกิดจิตอีกดวงหนึ่ง จะตั้งอยู่อีกที่หนึ่ง แล้วตั้งอยู่ที่ใหม่เกิดแล้วก็ดับอีก มันก็ไปเกิดที่อื่นต่อ เดี๋ยวก็ไปเกิดที่ตาแล้วก็ดับ ไปเกิดที่ใจแล้วก็ดับ ไปเกิดที่หูแล้วก็ดับ ไปเกิดที่ใจแล้วก็ดับ ไปเกิดที่จมูกแล้วก็ดับ เกิดที่ใจแล้วก็ดับ กลับมาที่นี่เรื่อยๆ ทีแรกก็ไปดึงให้กลับเข้ามาที่ใจ ต่อไปชำนาญไม่ต้องดึง กระทบปุ๊บพอรู้ทัน จิตเข้ามาที่จิต เข้ามาที่ใจตัวเอง ตั้งมั่นขึ้นเองเลย ค่อยๆ ฝึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปริยัติเขาก็ดี เขาก็พูดหลายส่วนนั้นถูกต้อง เราจะแก้ความหลงผิดว่าจิตมีดวงเดียว เวลาเราภาวนา เราก็จะรู้สึกจิตมีดวงเดียว คนทั่วโลกมันก็คิดว่าจิตมีดวงเดียว หมามันก็รู้สึกว่าจิตมันดวงเดียวนี่ล่ะ มันมีตัวเราอยู่ตัวหนึ่ง มีความเป็นอมตถาวร ถ้าคิดมากต่อไปอีก ก็คือตัวเรานี้ตายไปแล้ว ร่างกายตาย จิตดวงนี้ออกจากร่างไปเกิดใหม่ นี่มิจฉาทิฏฐิ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่จริงจิตเกิดแล้วดับ จิตเกิดที่ไหนดับที่นั้นล่ะ ไม่มีหรอกจิตที่ออกจากร่างนี้ แล้วไปเกิดในร่างใหม่ ในชีวิตใหม่ อันนั้นไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะว่าภาวนายังไม่ละเอียดพอ ยังเห็นว่าจิตนั้นเกิดดับอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราค่อยภาวนา แล้วก็เกิดความรู้ถูกความเข้าใจถูกมากขึ้นๆ จิตเราตั้งมั่นแล้วเราก็เดินปัญญาไป สติระลึกรู้กายด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง มันก็จะเห็นไตรลักษณ์ของกาย ร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ถ้าจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ มันก็จะเห็นเวทนาก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา จิตตั้งมั่นอยู่ ระลึกรู้ความจำได้หมายรู้ ระลึกสัญญา ก็จะเห็นสัญญาก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่ แล้วสติระลึกรู้สังขารคือความปรุงแต่ง ปรุงดีปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่วของจิต ก็จะเห็นว่าสังขารทั้งหลายตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แล้วสุดท้ายจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้จิตที่เกิดดับทางทวารทั้ง 6 เราก็จะเห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน เกิดดับเหมือนกัน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเราเหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเห็นตัวนี้ได้อย่างถ่องแท้ เป็นพระโสดาบันแล้ว ละความเห็นผิดว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นตัวเราของเรา ไม่มีตัวเรา ถึงจุดนั้น ค่อยๆ ฝึก ถ้าเราภาวนามาถึงตรงนี้ ชีวิตเราจะเต็มไปด้วยความสุข มีทั้งความสุข มีทั้งความสงบอยู่ในตัวเอง จิตรู้ จิตตื่น จิตเบิกบาน โดยที่เราไม่ต้องรักษามัน อย่างถ้าปัญญาเรายังไม่พอ แป๊บเดียวจิตจะไหลลงไปยึดอารมณ์โน้นอารมณ์นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราภาวนาจนรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว โอ้ ขันธ์ 5 ไม่มีอย่างอื่นมีแต่ทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดอย่างนี้ ขันธ์ 5 มันตัวทุกข์ จิตมันวางขันธ์ 5 จิตมันวางแล้ว มันไม่เข้าไปจับอีกแล้ว คราวนี้เราไม่ต้องรักษาจิตแล้ว ที่เราฝึกมาตั้งแต่ต้น เราต้องรักษาจิต มีสติคุ้มครองรักษาจิตไป จนกระทั่งถึงจุดที่จิตมันรู้แจ้งแทงตลอด มันปล่อยวางขันธ์ 5 ได้ ย่อลงมาก็ปล่อยวางรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นปล่อยตัวนี้ได้ เพราะว่ามันปล่อยจิตได้ ปล่อยวางจิตไม่ยึดถือจิตได้ มันก็ปล่อยขันธ์ 5 เพราะขันธ์ 5 นั้นมันเกิดจากจิต ปล่อยขันธ์ 5 ได้ มันก็ปล่อยโลกทั้งโลกได้ จิตดวงเดียวสร้างขันธ์ 5 ขึ้นมา ในปฏิจสมุปบาทสอนไว้ “วิญญาณะปัจจะยา นามะรูปัง วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป” ขันธ์ 5 มันก็คือตัวนามรูปนั่นล่ะ ฉะนั้นถ้ารู้แจ้งแทงตลอด ว่ากระทั่งตัวจิตไม่ใช่ตัวเรา ขันธ์ 5 ที่เป็นผลผลิตของจิต เป็นตัวเราไปไม่ได้ ไม่ใช่คิด แต่ว่ามันรู้เลย รู้ลึกซึ้งลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุปฏิปันโนตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นค่อยฝึก ฝึก ถ้าเราภาวนามาถึงจุดนี้ เห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ 5 ไม่มีเราในขันธ์ 5 ไม่มีเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 อีก ไม่มีเราที่ไหนเลย ตรงนั้นล่ะจิตของเราเป็นพระแล้ว เรียกพระโสดาบัน เห็นไหมจิตเราเป็นพระ พระบอกแล้ว พระแปลว่าประเสริฐ วร นั่นล่ะได้รับพรสูงสุดแล้ว ถ้าได้เป็นโสดาบัน พระพุทธเจ้าบอกว่าดีกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก เจ้าจักรพรรดิครองโลกได้ มีทุกสิ่งทุกอย่างมากมาย ท่านบอกว่าเป็นพระโสดาบัน ยังดีกว่าได้สมบัติของจักรพรรดิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราไม่รู้จักจักรพรรดิ ยุคนี้ไม่มี คนที่จะครองโลกได้ อย่างมหาเศรษฐีมีเงินมากเป็นแสนล้าน กินข้าวได้เท่าไรวันหนึ่ง ก็กินข้าวได้แค่นี้ล่ะ มีบ้าน 100 หลัง มันก็อยู่ได้หลังเดียว อยู่ได้ครั้งละหลัง มีเมีย 100 คน มันก็อยู่ได้ทีละคนเท่านั้นล่ะ เพราะฉะนั้นมันไม่มีสาระแก่นสาร ทรัพย์สมบัติอะไรมากมาย มันเอาไว้หลอกๆ ให้คนหลง ให้คนแย่งกัน แต่พอเราภาวนา เรารู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรหรอก มีแต่ของที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีสาระแก่นสารอะไร ใจเราเข้าถึงความสุขความสงบ มีความสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าท่านก็เคยสอนว่าเป็นกษัตริย์ เป็นจักรพรรดิ์ เป็นอะไร ก็ยังเต็มไปด้วยความหวาดระแวง กลัวถูกปฏิวัติ กลัวถูกลูกจะฆ่าเอาหรือเปล่าอะไรอย่างนี้ กลัวไปหมด ไม่ได้มีความสุขจริง จะกินอาหารก็ไม่รู้จะโดนยาพิษหรือเปล่า บอกว่ามันไม่ได้มีความสุขจริง ความสุขในโลกมันเจือด้วยความทุกข์เสมอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อก่อนหลวงพ่อขึ้นไปกราบหลวงปู่สิมที่ถ้ำผาปล่อง เดี๋ยวนี้ให้ขึ้น ขึ้นไม่ไหวแล้ว ขึ้นเขาไป เมื่อก่อนยังหนุ่มๆ อยู่ก็ขึ้นไหว หลวงปู่ท่านแก่แล้ว ท่านยังขึ้นได้ เพราะว่านั่งเสลี่ยงลูกศิษย์หามขึ้นไป เสลี่ยงหนักๆ หาม มีผู้หญิงคนหนึ่งท่าทางร่ำรวย ที่บ้านผลิตธูปขาย ขายธูป เอาธูปมาถวายหลวงปู่เยอะเลย แล้วบอกว่าด้วยบุญจากการถวายธูปหลวงปู่ ขอพรหลวงปู่ ขอให้รวยๆ ให้รวยมากๆ เลย รวยเยอะๆ เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ บอก เออ รวยแล้วทุกข์นะ เขาถามหลวงปู่ มันทุกข์อย่างไรคะ เดี๋ยวโจรมันมาปล้น มันไม่มีความสุข ฉะนั้นบอก ฉะนั้นขอพรเพิ่มอีกข้อหนึ่ง ขอไม่ให้โจรมาปล้น เอารวยแบบโจรไม่ปล้น หลวงปู่ก็เลิกพูดเลย ยิ้มๆ ไป ความสุขของโลกมันเจือทุกข์ มันยังไม่ประเสริฐจริงหรอก ให้พรบอกให้ร่ำรวย ให้ร่ำรวยก็เท่ากับบอกให้มีภาระไปอีกแบบหนึ่ง คนรวยๆ ก็มีภาระ มีเงินเยอะๆ เอาไปลงทุนโน้นลงทุนนี้ บอกสบายแล้วชีวิตนี้ ไม่ต้องทำมาหากิน ให้เงินทำงานแทน ปรากฎว่า เอ้า โดนโกงไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสมบัติทางโลก สมบัติผลัดกันชม อย่าไปหลงกับมันมาก ไม่มีก็ไม่ได้ก็ต้องมี มีแล้วก็พอประมาณ แล้วก็พัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ปัญญาคือความรู้ถูกเข้าใจถูก เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต รู้ว่าสิ่งทั้งหลายมันชั่วคราว ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวรหรอก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปทั้งหมด ถ้าใจเราได้ธรรมะ จะเห็นว่าทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้น เป็นธรรมะระดับพระโสดาบัน พระโสดาบันเป็นพระแล้ว เป็นฆราวาสแล้วได้โสดาบัน ก็คือเป็นพระ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะในบทสังฆคุณ ท่านบอก “สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติดี ปฏิบัติธรรมะเพื่อออกจากทุกข์” อีกลักษณะของพระสงฆ์ที่ดี แล้วใครบ้างที่เป็นพระสงฆ์ที่ดี คู่แห่งบุรุษ 4 คู่นับเรียงตัวบุรุษได้ 8 บุรุษ บุรุษนี้แปลว่าคน รวมสตรีด้วย 4 คู่คืออะไร โสดาปัตติมรรคบุคคล โสดาปัตติผลบุคคล สกิทาคามิมรรค สกิทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล 3 คู่แล้ว อรหัตตมรรค อรหัตตผล นี่คู่ที่ 4 บอกว่ามี 4 คู่ นับเรียงรายละเอียดลงไปได้ 8 นี่ล่ะคือสาวกของพระพุทธเจ้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้บอกว่า ต้องบวชถึงจะเป็นสาวก ถ้าเมื่อไรเราได้เป็นสุปฏิปันโน ได้เป็นพระโสดาบันขึ้นมา นี่เป็นสุปฏิปันโนตัวจริงแล้ว เราเป็นพระในขณะนั้นล่ะ เป็นพระโสดาบัน ไม่ต้องบวชก็ได้ จะบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ แล้วแต่สถานการณ์ เพราะฉะนั้นความเป็นพระไม่ได้อยู่ที่เครื่องแบบ อย่างหลวงพ่อเป็นพระสมมติ แต่งตัวอย่างนี้สมมติว่าเป็นพระ อย่างโยมหัวดำ นุ่งผ้าถุง นุ่งกางเกง ภาวนาดีๆ ได้โสดาบัน โยมก็เป็นพระแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นได้รับพร เป็นพระนั่นก็คือประเสริฐแล้ว เป็นผู้ประเสริฐ ได้รับพร เพราะฉะนั้นสรุปก็คือพรปีใหม่ เลิกขอเสียทีเถอะ ขออยู่นั่นล่ะ เอะอะก็ขอโน่นขอนี่ ทำเอาเอง พร รักษาศีล ฝึกจิตฝึกใจให้สงบ ฝึกจิตฝึกใจให้รู้เนื้อรู้ตัว เจริญปัญญาให้เห็นความจริงถ่องแท้ของกายของใจ รูปนาม ขันธ์ 5 ให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วเราก็เป็นพระ ได้รับพรทุกวันเลย ได้รับพรอยู่ทุกวัน ไม่ต้องขอใคร นี่ล่ะพร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อ 2-3 วันนี้ก็มี เมื่อวานก็มีบอกปีใหม่แล้ว ขอพรจากหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ให้พร “อย่าทำชั่ว ทำความดี ฝึกจิตฝึกใจไป” เขาก็งง ๆ นิดหน่อย นี่พรหรือ นี่ล่ะพรตัวจริง ส่วน “ขอให้เธอทั้งหลายอยู่เย็นเป็นสุข รวยๆๆ ให้ทุกคนร่ำรวย มีสุขภาพดี” โถ หลวงปู่หลวงตาอะไร สุขภาพยังไม่ดีเลย จะไปขออะไรที่ Innocent อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้พร “อย่าทำความชั่ว ทำความดีเอาไว้ ฝึกจิตฝึกใจของตัวเองจนสะอาดผ่องแผ้ว” นั่นล่ะคือพรสูงสุดของพวกเราชาวพุทธ ฉะนั้นวันนี้เทศน์รับส่งท้ายปีเก่าให้ฟัง ไปสร้างพรให้ตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10841</id>
		<title>《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10841"/>
		<updated>2025-04-08T08:01:29Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt; &lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความว่างของธาตุทั้ง 6 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก&lt;br /&gt;
มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10839</id>
		<title>《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%8831%E6%97%A5&amp;diff=10839"/>
		<updated>2025-04-08T06:33:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“  {{页面横幅-Thai}}   ความว่างของธาตุทั้ง 6   สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ  ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างก…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt; &lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความว่างของธาตุทั้ง 6 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก&lt;br /&gt;
มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10838</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10838"/>
		<updated>2025-04-08T06:02:10Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五大障碍》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10837</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10837"/>
		<updated>2025-04-08T06:01:47Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;br /&gt;
[[《นิวรณ์ 5-五大障碍》-隆波帕默尊者-2023年12月30日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10836</id>
		<title>模板:2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E6%A8%A1%E6%9D%BF:2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10836"/>
		<updated>2025-04-08T05:59:05Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月31日]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10835</id>
		<title>2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10835"/>
		<updated>2025-04-08T05:43:27Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​页面内容被替换为“{{页面横幅-Thai}}   {{2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese}}   {{课程导航}}”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%88_31%E6%97%A5&amp;diff=10834</id>
		<title>《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月 31日</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=%E3%80%8A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87_6-%E5%85%AD%E5%A4%A7%E5%85%83%E7%B4%A0%E7%9A%84%E7%A9%BA%E6%80%A7%E3%80%8B-%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85-2023%E5%B9%B412%E6%9C%88_31%E6%97%A5&amp;diff=10834"/>
		<updated>2025-04-08T05:29:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月 31日至2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese：​恢复&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;#重定向 [[2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10833</id>
		<title>2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10833"/>
		<updated>2025-04-08T05:29:43Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月 31日至2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese：​恢复&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความว่างของธาตุทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก&lt;br /&gt;
มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10832</id>
		<title>2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10832"/>
		<updated>2025-04-08T05:24:33Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​Kelly移动页面2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;amp;Chinese至《ความว่างของธาตุทั้ง 6-六大元素的空性》-隆波帕默尊者-2023年12月 31日，不留重定向&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความว่างของธาตุทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก&lt;br /&gt;
มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
	<entry>
		<id>https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10831</id>
		<title>2023年隆波帕默尊者法谈开示全文泰中对译-Thai&amp;Chinese</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="https://www.dhamma.cn/index.php?title=2023%E5%B9%B4%E9%9A%86%E6%B3%A2%E5%B8%95%E9%BB%98%E5%B0%8A%E8%80%85%E6%B3%95%E8%B0%88%E5%BC%80%E7%A4%BA%E5%85%A8%E6%96%87%E6%B3%B0%E4%B8%AD%E5%AF%B9%E8%AF%91-Thai%26Chinese&amp;diff=10831"/>
		<updated>2025-04-08T05:18:49Z</updated>

		<summary type="html">&lt;p&gt;Kelly：​创建页面，内容为“ {{页面横幅-Thai}}   ความว่างของธาตุทั้ง 6  สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ  ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างก…”&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
{{页面横幅-Thai}}&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความว่างของธาตุทั้ง 6&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว ปี 2566 หมดแล้ว เดี๋ยวปี 2567 ก็หมดอีก เรื่องของโลก เทศกาลต่างๆ ก็กำหนดมาจากสภาพดินฟ้าอากาศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนาไปเรื่อยๆ ก็จะพบว่าร่างกายเรากับโลกข้างนอกมันเป็นอันเดียวกัน ค่อยๆ หัดสังเกต รู้สึกตัวไป ลองหัดดูง่ายๆ ก็ได้ ดูลมหายใจของตัวเองแล้วรู้สึก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกอะไรนี่ มันไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มันเป็นวัตถุ ไม่มีกิเลส มันว่างๆ ไม่มีตัวตน ไม่มีเจ้าของ ถ้าดูตรงนี้เห็นก็ย้อนมาดูจิตใจของตัวเอง หรือดูร่างกายของเราเอง เราจะรู้สึกว่าร่างกายเรามันมีน้ำหนักของความเป็นตัวตน จิตใจมันก็มีน้ำหนักของความเป็นตัวตน ความปรุงแต่งของจิตเรานี้ล่ะมันทำให้เราแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ ถ้าจิตพ้นจากความปรุงแต่ง จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน ร่างกายกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่มันก็เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เสมอกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องพระสารีบุตร เคยมีพระไปฟ้องพระพุทธเจ้า ถูกพระสารีบุตรตี ที่จริงท่านไม่ได้ตี ท่านจะเดินทางไกล พวกพระก็มาเข้าแถวส่งท่านที่หน้าวัด ท่านก็ทักทายพระองค์นั้นองค์นี้มา ทีนี้มีองค์หนึ่งท่านไม่ได้ทัก เดินผ่านไป เขาโกรธไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระสารีบุตรตีท่าน ที่แท้ก็คือพระสารีบุตรท่านเป็นคนคล่องแคล่วว่องไว ธรรมชาติท่าน จิตใจท่านอะไรนี่ ที่ท่านบอกท่านเคยเป็นลิง จะดูไม่เรียบร้อย หลุกหลิกๆ คล่องแคล่วว่องไว ไม่ได้เดินช้าๆ เดินอะไร อย่างเดินไปเจอท้องร่อง พระอื่นอาจจะค่อยๆ หาไม้มาพาด ท่านไม่เอา ท่านกระโดดทีเดียวข้ามเลย จริตนิสัยท่านอย่างนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนที่ท่านหมุนตัวไปหมุนตัวมา ชายผ้าสังฆาฏิไปโดนพระนั่นเข้า แล้วนั่นก็เอาไปฟ้องว่าถูกตี พระพุทธเจ้าท่านรู้พระสารีบุตรไม่มีทางตีใครหรอก ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เลยให้ไปตามพระสารีบุตรมา เพื่อจะให้พระสารีบุตรบันลือสีหนาท ประกาศธรรมะในองค์ของท่าน พระสารีบุตรมา พระพุทธเจ้าก็ถามว่าไปตีเขาจริงหรือ ท่านบอกท่านไม่ได้ตี จิตของท่านไม่เคยประทุษร้ายอะไรใคร จิตของท่านเหมือนแผ่นดิน แผ่นดินมันไม่มียินดีไม่มียินร้าย มันว่าง จิตท่านเหมือนน้ำ น้ำมันก็ไม่มีความยินดียินร้ายอะไร จิตท่านเหมือนลม จิตท่านเหมือนไฟ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มันประกอบกันเป็นโลก โดยตัวของมันเองไม่มีความยินดียินร้ายอะไร ไม่มีเจ้าเข้าเจ้าของ ไม่ได้มีตัวมีตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านเป็นกลางเหมือนแผ่นดิน อย่างแผ่นดินคนเอาน้ำหอมไปโรยใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ แผ่นดินก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายแล้ว ไม่มีอะไรปรุงแต่งได้ น้ำ เราเอาของหอมๆ ไปโรย น้ำมันก็ไม่ได้ยินดี เอาของเหม็นไปสาดใส่ น้ำมันก็ไม่ยินร้าย จิตท่านก็พ้นจากความยินดียินร้ายเหมือนน้ำ ลมพัดผ่านสิ่งที่ดีที่หอม ลมก็ไม่ได้ยินดี ลมพัดผ่านสิ่งที่เหม็น ผ่านซากศพอะไร ลมก็ไม่ได้ยินร้าย จิตของท่านก็เหมือนลม กระทบผัสสะอะไรก็ไม่ได้ยินดีไม่ได้ยินร้าย แล้วก็ไฟจะเผาไม้หอม หรือจะเผาซากศพ ไฟก็ไม่มีความยินดียินร้าย ก็ทำหน้าที่ของไฟไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตของท่านก็เหมือนกัน ไม่มีความยินดียินร้าย ดิน น้ำ ไฟ ลม ต่างก็ทำหน้าที่ของตัวเองโดยความไม่ยินดียินร้าย จิตของท่านก็ทำหน้าที่ของจิต คือรู้โดยไม่มีความยินดียินร้ายอะไรแทรกเข้ามา จิตที่บริสุทธิ์แล้วเป็นอย่างนั้น แต่จิตที่ไม่บริสุทธิ์มันกระทบอารมณ์แล้วมันจะปรุงแต่ง มันจะปรุงความเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มันแยกตัวเองออกจากธรรมชาติ ที่จริงมันก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เวลารู้สึกลงในร่างกาย มันก็แยกร่างกายออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ มันมีตัวมีตนขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราภาวนา เราเรียนรู้ความจริงของร่างกายของจิตใจสม่ำเสมอไป จนหมดความเห็นผิด ล้างอวิชชาได้ ก็จะรู้ร่างกายเราก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ จิตมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้เรียกว่าวิญญาณธาตุ ธาตุทั้งหลายมันเป็นกลาง มันไม่ความยินดียินร้ายอะไร ธาตุทั้งหลายไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราคอยสังเกตไป เวลาจิตเราหลงไปตามความปรุงแต่ง เราจะแยกตัวเองออกจากธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ นี่คือเรา อันนั้นไม่ใช่เรา มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน มีเรา มีเขา มีเรา มีไม่ใช่เรา เพราะว่าจิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจิตไม่มีความโง่ ไม่มีอวิชชา ไม่หลงความปรุงแต่ง จิตกับโลกที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นธาตุ ร่างกายนี้ก็ไม่ได้แยกตัวออกจากโลก มันจะรู้สึก ร่างกายมันก็สมบัติของโลกนั่นล่ะ เป็นธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่ยืมโลกมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว อาศัยกำลังของกรรมเหนี่ยวนำเอาธาตุนี้มาประชุมกัน ก็เกิดเป็นตัว เรารู้สึกเป็นตัวเราๆ ค่อยภาวนา ค่อยเห็นความจริงของร่างกาย เห็นความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ เมื่อไรจิตพ้นจากความปรุงแต่ง รู้เท่าทันความเป็นจริง ร่างกายนี้ก็เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในช่องว่างคือ สเปซ คืออากาศธาตุ จิตก็เป็นแค่ธาตุ แต่เป็นธาตุรู้ เรียกวิญญาณธาตุ ไม่มีเจ้าของ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มันจะกลืนเป็นอันเดียวกับธรรมชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นอย่างบางคนพอตายแล้ว บอกขอน้อมส่งไปสู่ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องส่ง เพราะมันอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้ว ถ้ายังรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ธรรมชาติ พอตายแล้วก็คืนสู่ธรรมชาติ นี่ยังไม่เข้าใจธรรมะ ที่จริงร่างกายจิตใจเรามันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วล่ะ ทีนี้ความโง่ มันก็เลยมาแบ่งแยก ร่างกายนี้ของเรา ตัวเราของเรา จิตใจนี้ตัวเราของเรา สิ่งที่พ้นร่างกายออกไปก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของคนอื่น หรือเป็นของโลกไป ถ้าโง่หนักกว่านั้น เห็นกายเห็นใจเป็นตัวเรา ถ้าโง่มากกว่านั้นก็คือ เห็นของที่แวดล้อมอยู่ก็เป็นของเราอีก ถ้าโง่มากๆ ก็คิดว่าโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งหมดเป็นของเรา อยากเป็นเจ้าโลกอะไรอย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอน ท่านสอนดี หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอก “วันใดที่ภาวนาจนเห็นว่ากายใจของเรานี้กับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นเราจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวงแล้ว” คือจะบรรลุพระอรหันต์แล้ว เราเห็นร่างกายจิตใจของเรากับโลกข้างนอกเป็นอันเดียวกัน เสมอกัน เสมอกันอย่างไร เสมอกันด้วยความเป็นธาตุ เสมอกัน ไม่มีการแบ่งแยก นี่ตัวกู นี่ของกูอะไรอย่างนี้ ไม่แยก หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน แต่ท่านสอนสั้นๆ ประโยคเดียว “วันใดที่เห็นว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นอันเดียวกับสิ่งที่แวดล้อมอยู่ วันนั้นจะพ้นจากทุกข์แล้ว” เห็นอย่างนั้นได้ก็คือล้างอวิชชาได้แล้ว ละความยึดถือว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวเรา เป็นของเราได้แล้ว ค่อยภาวนาไปเรื่อยๆ เดี๋ยววันหนึ่งก็รู้แจ้งเห็นจริง เข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวตนไม่มีมาตั้งแต่แรก&lt;br /&gt;
มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
ลองสังเกตสิ ลมหายใจเรา ตอนนี้ใจเราสงบพอสมควรแล้ว สังเกตสิ ลมหายใจมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา สังเกตตรงนี้แล้วลองสังเกตต่อไป ร่างกายที่มันนั่งอยู่นี้ ร่างกายที่มันหายใจอยู่นี้ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา บอกไหม มันไม่ได้บอก แต่เราคิดเอาเอง ร่างกายมันไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา เราไปคิดเอาเองว่าวัตถุก้อนนี้คือตัวเรา นี่มโนเอาเอง คิดเอาเองทั้งนั้น แล้วดูลงไป ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ที่มันเกิดขึ้นในร่างกาย หรือที่มันเกิดขึ้นในจิตใจ มันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา อย่างสมมติตอนนี้ใจเรามีความสุข ลองดูสิ ความสุขมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา หรือใจเรากำลังทุกข์ ดูลงไปสิ ความทุกข์บอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจำได้หมายรู้มันก็ไม่ได้บอก อย่างความจำมันก็ไม่เคยบอกว่ามันเป็นตัวเรา ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างความโลภ ความโกรธ ความหลง เวลาความโกรธเกิดขึ้น ลองสังเกตดูสิ ความโกรธมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา ความโลภเกิดขึ้น ดูสิ ความโลภมันบอกไหมว่ามันเป็นตัวเรา เห็นไหม มันไม่มี มันมีแต่การที่เราหมายรู้ผิด คิดผิดแล้วก็เชื่อผิดว่าเป็นตัวเรา ในความเป็นจริง ตัวเราไม่มีมาแต่แรกแล้ว ฉะนั้นเราภาวนาไม่ใช่เพื่อละความมีตัวตน เพราะตัวตนไม่มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ความหลงผิดว่ามีตัวมีตน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครั้งหนึ่งหลวงพ่อไปอบรมหลักสูตรสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง ตอนนั้นเขาเลือกข้าราชการชั้นพิเศษแล้วไปอบรม ส่วนใหญ่คนที่เข้าไปอบรมก็พวกใกล้เกษียณ แก่ๆ หลวงพ่อไปแต่เด็ก อายุยังไม่มาก 20 ปลาย หรือสัก 30 ต้น 30 ต้นๆ วันหนึ่งไปเชียงใหม่ หลวงพ่อก็พาพวกพี่ๆ เขาที่เรียนด้วยกันขึ้นไปถ้ำผาปล่อง ไปกราบหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมท่านก็ให้นั่งขัดสมาธิเพชร ขัดเป็นไหม ขัดสมาธิเพชร เจ็บ ถ้าไม่เคยนั่ง แข้งขาจะหักเอา คนแก่ไม่แนะนำให้ฝึก ถ้าไม่เคยนั่งแล้วตอนอายุเยอะๆ ไปนั่ง เดี๋ยวกระดูกหักไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่สิม ท่านนั่งมาแต่หนุ่ม ท่านนั่งได้ ท่านนั่งแล้วท่านจะชี้ให้ดูพระพุทธรูป พระพุทธรูปเชียงแสนจะนั่งขัดสมาธิเพชร อย่างพระสุโขทัย พระอะไรหลังๆ จะนั่งสมาธิราบ นั่งขัดเพชร ไขว้กัน ให้ทุกคนนั่งแล้วท่านก็เทศน์ พอท่านเทศน์ไปเรื่อยๆ คนที่ทนไม่ไหวก็แอบเอาออก ขัดราบบ้าง นั่งพับเพียบบ้าง ท่านเทศน์อยู่ร่วมชั่วโมง แล้วท่านก็หยุด ตอนนั้นเหลือที่นั่งได้ตลอด 2 คน หลวงพ่อกับพี่อีกคนหนึ่ง อยู่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พี่นี้แกเข้าวัดมาตลอด ลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่หลายองค์ นั่งได้ 2 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ก็ยิ้มๆ ถามว่าเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านคงจะถามว่านั่งแล้วจิตใจเป็นอย่างไร จะชวนคุย ที่จริงท่านรู้หมด หลวงปู่สิมเป็นพระที่เจโตปริยญาณเก่งมากๆ เลย เราคิดอะไรในใจก็รู้หมด มีพี่อีกคนหนึ่งเขาไปนั่งด้วยกันวันนั้น แกอายุเยอะแล้ว แกฟังหลวงปู่เทศน์ หลวงปู่สอน หลวงปู่สิมท่านเทศน์ แล้วแกก็นึกว่า โอ้ เสียดาย หลวงปู่เทศน์ดีจังเลย เสียดายลูกสาวอยู่อเมริกาไม่ได้ฟัง ลูกสาวไปเรียนอยู่อเมริกา หลวงปู่หยุดเลย หันมามองหน้าแล้วบอก “เหลวไหล ตัวฟังเทศน์อยู่ถ้ำผาปล่อง มัวแต่ไปห่วงลูกที่อเมริกา” แกเกือบช็อค แกตกใจ ยืนขึ้นมา ยืดตัวขึ้นมา จะช็อคเอา หลวงปู่จิตใจท่านว่องไวมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้ท่านก็ถามเป็นอย่างไร นั่งสมาธิแล้วเป็นอย่างไร ท่านถามเพื่อจะให้รายงานว่ารู้เห็นอย่างไร เพราะท่านรู้ไส้รู้พุงเราหมด มีอะไรท่านรู้หมด พี่นั่นแกก็บอก “โหย เมื่อยขามากเลยครับ ปวดขาเลย ปวดมากเลย” หลวงปู่ก็ยิ้มๆ แล้วก็ถาม “ขามันบอกว่าปวดหรือ” เมื่อกี้ฟังที่หลวงพ่อเทศน์ช่วงต้นๆ แล้วฟังตรงนี้ออกไหม ขามันบอกหรือว่ามันปวด ขามันไม่ได้บอก ขามันเป็นวัตถุ มันเป็นก้อนธาตุ จิตเราต่างหากที่มันไปยึดว่านี่ตัวเราของเรา ก็เลยโวยวาย ขาไม่ได้โวยวาย แต่จิตมันโวยวาย โอ๊ย ขาปวด จะเป็นจะตายแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ถาม “ขามันบอกว่ามันปวดหรือ” แกฟังแล้วแกไม่เข้าใจว่าหลวงปู่สอนธรรมะว่าขาไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก ขาเป็นวัตถุ ขาไม่เคยบ่นเลย แกไปตอบหลวงปู่ “ปวดจริงๆ ครับ ผมไม่หลอกหลวงปู่หรอก มันปวดจริงๆ” หลวงปู่ไม่ว่าอะไร หลวงปู่ยิ้มๆ แล้วคุยเรื่องอื่นไป หลวงพ่อฟังแล้วหลวงพ่อก็เก็ต ท่านสอนให้เราเห็นร่างกายนี้มันเป็นวัตถุ มันเป็นธรรมชาติ เหมือนกับดิน น้ำ ไฟ ลมข้างนอกนั่นล่ะ มันไม่เคยบ่นหรอกว่ามันเป็นตัวเราของเรา เราไปบ่น พอร่างกายแก่ก็กูแก่ ร่างกายเจ็บก็กูเจ็บ ร่างกายจะตาย ก็กูจะตายอะไรอย่างนี้ เพราะว่าจิตมันมองไม่ออกว่าร่างกายนี้มันเป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุที่มาประชุมกันด้วยอำนาจของกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมที่ทำให้ร่างกายเรามารวมกันอย่างนี้ ธาตุมารวมกันแล้วเป็นร่างกายอย่างนี้ขึ้นมา เรียกว่าชนกกรรม ชนกที่แปลว่าพ่อ กรรมที่ทำให้เราเกิด เราได้ชีวิตได้อัตภาพร่างกายอย่างนี้ ชนกกรรมดีก็ได้รูปร่างดีหน่อย สวยหน่อย ชนกกรรมไม่ดีก็อาจจะพิกลพิการมาแต่เกิด ที่จริงมันเป็นแค่วัตถุ เป็นแค่ก้อนธาตุ มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา อันนี้เป็นการมอง เจริญปัญญา ดูธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศธาตุ อากาศธาตุคือสเปซ คือช่องว่าง ถ้าไม่มีช่องว่าง ดิน น้ำ ไฟ ลมก็ไม่มีที่ตั้ง อยู่ไม่ได้ แล้วก็ธาตุตัวที่หกคือวิญญาณธาตุ คือจิตใจเรานี้เอง จริงๆ ก็เป็นธาตุ ไม่ใช่ตัวตน บุคคล สัตว์ เรา เขาอะไรหรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความหลงผิดว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ความหลงผิดว่าจิตใจนี้คือตัวเรา พอร่างกายแก่ก็เราแก่ พอร่างกายเจ็บก็เราเจ็บ พอร่างกายตายก็เราตาย พอจิตใจไม่มีความสุข เราพลัดพรากจากคนที่รักก็รู้สึกเราพลัดพราก ต้องเจอกับคนที่เราไม่รัก เกลียดขี้หน้า เจอเรื่อยๆ ก็เป็นเราเจอกับเขา อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจมันปรุงขึ้นมาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าเดินปัญญาอย่างนี้ก็ดี ทำได้ก็ดี แต่ต้องอาศัยกำลังของสมาธิมากหน่อย ถ้าจิตใจวอกแวกๆ ดูยากหน่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวานก็มีพระไปเช็ดกระจกหน้าต่างหลวงพ่อแล้วจิตฟุ้งซ่าน พอจิตฟุ้งซ่านแล้วก็ดูอย่างไรก็ไม่ลง ทำกรรมฐานอะไรก็ไม่ลง หลวงพ่อบอกลองดูลมหายใจสิ ลมหายใจ เห็นไหม มันไม่เคยบ่น มันไม่เคยว่า มันไม่บอกว่ามันเป็นตัวเรา มันว่าง ดูไป ลมหายใจก็ว่าง พอเห็นลมหายใจเป็นความว่างแล้วก็สังเกตต่อไป ร่างกายนี้มันก็ว่าง ว่างก็เหมือนลมหายใจนั่นล่ะ โลกข้างนอกมันก็ว่าง ที่มันไม่ว่างเพราะอะไร เพราะความปรุงแต่งของจิต จิตมันหลงปรุงแต่ง ธรรมชาติเดิมนั้นมันว่างอยู่แล้ว เราก็ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมชาติเดิมนั้นว่าง แต่ความปรุงแต่งปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
เวลาเราจะภาวนา เราก็นั่งปรุงแต่งไป ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด เวลาภาวนาจะอยากปฏิบัติก็จะไปสร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา ภพก็คือความปรุงแต่ง ไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ทื่อๆ อะไร หรือบังคับกาย บังคับใจ นั่นคือความปรุงแต่งทั้งหมดเลย ถ้าตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความปรุงแต่ง เราจะไม่เห็นความว่างของธาตุทั้ง 6 จะไม่เห็นความว่างของร่างกายซึ่งประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งอยู่ในช่องว่าง คืออากาศธาตุ เราจะไม่เห็นว่าจิตใจมันก็เป็นธาตุ เป็นธาตุรู้ เพราะความปรุงแต่งนั้นเป็นเครื่องพะรุงพะรังออกมาปิดบังความว่างเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างอากาศ จักรวาลนี้มันว่าง เมฆมันลอยมา เราก็รู้สึกฟ้ามันมืด วันนี้ฟ้ามันทึบ ฟ้าไม่ได้มืด ฟ้าไม่ได้ทึบ ฟ้าก็เป็นอย่างนั้นล่ะ แต่เมฆมันมาบัง จิตนี้ก็เหมือนกัน โดยตัวมันมันว่างอยู่แล้ว แต่เมฆหมอก คือความคิดนึกปรุงแต่งเข้ามาบดบังญาณทัสสนะของเราเลยเห็นผิดไป เห็นผิด ความปรุงแต่งก็เลยปิดบังความว่างเอาไว้ ปิดบังตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนา ถ้าเรารู้ไม่ทันความปรุงแต่ง เมื่อวานที่หลวงพ่อสอนพระ รู้ไม่ทันว่าจิตปรุงแต่ง ลองรู้ลมหายใจดู เห็นไหม ลมหายใจไม่เคยมีความคิดว่ามันคือตัวเราของเราเลย ลมหายใจมันว่าง อะไรที่ไม่ว่าง จิตเราต่างหากที่ไม่ว่าง ลมหายใจมันว่างอยู่แล้ว ตรงนี้ดูออกไหมว่าลมหายใจมันว่าง มันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คน สัตว์ เรา เขา จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งว่านี่เป็นตัวเรา นี่เป็นของเราขึ้นมา ฉะนั้นถ้าเรามองความปรุงแต่งไม่ออก เพราะมันปรุงจนมั่วไปหมด ลองทำจิตให้สบายๆ รู้ลมหายใจ แล้วเห็นลมหายใจที่เรารู้ เราไม่ได้ปรุง ที่เรารู้ ลมหายใจไม่ใช่ตัวตนอะไร ลมหายใจนี้ว่าง พอเราเห็นลมหายใจว่าง มันก็จะสังเกตเห็น ที่ไม่ว่างคือจิต จิตต่างหากที่ไม่ว่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ในคัมภีร์ของเซนก็มี ท่านเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างได้ยินพระ 2 องค์เขาเถียงกัน พระก็เถียงกัน มันมีธง ธงอยู่ในวัดแล้วลมมันพัด พวกพระก็เถียงกัน องค์หนึ่งก็บอกว่าธงมันไหว อีกองค์หนึ่งว่าลมมันไหว อันไหนถูก ธงมันไหว ก็เห็นอยู่ว่ามันไหวๆ อยู่ อีกองค์หนึ่งบอกว่าลมมันไหว มันก็ถูกอีก ถ้าลมมันไม่พัด ธงมันก็ไม่ไหว เถียงกันแล้วตกลงกันไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่านเว่ยหล่างบอกว่าถ้าอย่างนั้นขอตัดสินให้แทนได้ไหม ขอเสนอความเห็น ที่เถียงกันว่าลมไหวหรือธงไหวยังเข้าใจผิดอยู่ ที่กำลังไหวอยู่จริงๆ คือจิตของท่านต่างหากล่ะ จิตที่หลงความปรุงแต่ง ที่จริงลมมันก็เป็นลมอยู่อย่างนั้นล่ะ ลมมันจะพัดไปพัดมา มันก็ไม่บอกสักหน่อยว่ามันพัดไปพัดมา มันไม่บอกสักหน่อยว่ามันไหว ธงมันก็เป็นวัตถุ เป็นธาตุดินอะไรอย่างนี้ ธงมันก็ไม่เคยบอกเลยว่ามันไหว คนมองต่างหากล่ะไปว่าธงไหว ไปว่าลมไหว ทำไมว่าอย่างนั้น ก็เพราะจิตนั่นล่ะมันหลง จิตมันไหว จิตมันหลงความปรุงแต่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงแล้ว โลกทั้งโลกหรือร่างกายจิตใจของเรานั้นมันว่างอยู่แล้ว แต่ความไม่รู้ของเรา ไม่รู้ความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตก็เลยเกิดความปรุงแต่งขึ้นมา ฉะนั้นพอจิตมันมีความปรุงแต่ง อย่างเรารู้ลมหายใจ ลมมันว่างอย่างนี้ พอจิตมันปรุงแต่ง มันก็แยกตัวเองออกจากโลกข้างนอกแล้ว มันปรุงขึ้นมา มันก็มีตัวมีตนขึ้นมา พอมีเราขึ้นมา มันก็มีเขาขึ้นมา พอมีของเรา มันก็มีของเขาขึ้นมา เราแยกออกมา เพราะความไม่รู้ของเราเอง ความไม่ฉลาด ไม่เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราภาวนา ไม่ใช่ละความเป็นตัวตน เพราะตัวตนไม่มี เรียนรู้ให้เห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายเป็นแค่วัตถุ เป็นสิ่งของ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เราเป็นคนขี้ตู่เอา จิตที่โง่ไปตู่เอาว่าร่างกายประกอบด้วยดิน น้ำ ไฟ ลมบรรจุอยู่ในช่องว่าง คือตัวเรา คือของเรา จิตก็เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์คิดนึกปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ความไม่รู้ก็ทำให้เราขี้ตู่ว่านี่คือจิตใจของเรา ฉะนั้นเราหัดเรียนรู้ความจริงของกาย เรียนรู้ความจริงของจิตใจไปเรื่อยๆ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง พอรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ ถึงวันหนึ่งจิตก็เข้าใจขึ้นมา ร่างกายมันเป็นแค่วัตถุ มันว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้ดูยังไม่ยาก หัดใหม่ๆ ก็เห็นแล้วร่างกายไม่ใช่เรา แต่เห็นได้ประเดี๋ยวประด๋าว ประเดี๋ยวก็กลับมาเป็นเราอีกแล้ว ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันถึงจะฟันขาดเลยว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ขาดตรงนั้น จิตใจก็ไม่ใช่ตัวเรา พระโสดาบันก็จะเห็นจิตใจไม่ใช่เรา มีคนภาวนาดูจิตดูใจ จิตรวมลงไป จิตอุทานขึ้นมาว่า เอ๊ะ จิตไม่ใช่เรานี่ จิตมันถ่ายทอดธรรมะให้ฟัง จิตไม่ใช่เรา ความเป็นเราเกิดจากความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเกิดจากความไม่รู้ ความโง่ของเราเอง พอดูกายดูใจให้เห็นมันเป็นแค่ธาตุแค่ขันธ์เท่านั้นเอง พอเห็นความจริงตรงนี้ก็รู้ความจริงแล้ว ร่างกายไม่ใช่เรา จิตใจก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ธรรมชาติ เป็นแค่ธาตุของโลก เห็นตรงนี้ก็เป็นพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วต่อไปก็มองละเอียดลึกซึ้ง ถึงแม้มันจะเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ถึงมันจะรู้ว่าจิตใจไม่ใช่ตัวเรา แต่มันก็ยังรัก ยังหวงแหน ยังยึดถืออยู่ ก็ต้องภาวนาต่อไป พอกิเลสเบาบางลงไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในร่างกาย แต่เดิมเราเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ พอปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงไป มันไม่ใช่เราแล้วมันเป็นอะไร มันเป็นก้อนทุกข์ ร่างกายนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นตัวทุกข์ ตรงนี้เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ว่าร่างกายเป็นทุกข์แจ่มแจ้ง จิตก็วางกายเลย หมดตัณหา หมดความอยาก พอหมดความอยากก็หมดอุปาทาน หมดความยึดถือ หมดการหยิบฉวยเอาร่างกายมาเป็นตัวเราเป็นของเรา อันนี้เรียกว่าไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่เกิดในตัววัตถุธาตุอีกต่อไปแล้ว ถ้ายังจะเกิดอีก ก็เกิดเพราะนามธรรม ไปเกิดในพรหมโลก ไม่เกิดในโลกกามาวจรอย่างนี้แล้ว เพราะจิตไม่ติดธาตุแล้ว ที่เราไม่พ้นกามาวจร เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิของสิ่งที่เรียกว่ากามาวจร คือจิตยังร่อนเร่แสวงหาอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กายอย่างเพลิดเพลินอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเทวดายังอยู่ในกามาวจร มนุษย์อย่างพวกเรานี่อยู่ในกามาวจร เปรตอยู่ในกามาวจร อสุรกายอยู่ในกามาวจร สัตว์นรกก็อยู่ในกามาวจร สัตว์เดรัจฉานก็อยู่ในกามาวจร ทำไมมันไม่พ้นจากกามาวจรภูมินี้ เพราะมันยังติด ติดในรสอร่อยของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้เอง ถ้าสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดลงในก้อนธาตุนี้แล้วว่ามันเป็นก้อนทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก พอเห็นอย่างนี้จิตมันก็หมดความยึดถือ เมื่อมันไม่ยึดถือ มันก็ไม่ไปดิ้นรนที่จะหยิบฉวยเอาไว้อีก แล้วมันก็วาง มันวางลงไป ไม่มีชาติในร่างกายนี้ ไม่มีชาติ มันก็จะเหลืออยู่ในนามธรรม ก็ไปเป็นพรหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีวิชชาเมื่อรู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์&lt;br /&gt;
ภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้แจ้งแทงตลอดจนวางร่างกายได้ เพราะรู้ว่าร่างกายคือก้อนทุกข์ คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี จิตจะพ้นจากกาม ถ้าตายไปก็ขึ้นสู่พรหมโลกเลยอัตโนมัติ ไปเป็นรูปพรหม หรืออรูปพรหมก็แล้วแต่ แล้วแต่กำลังของฌานชนิดไหน ถ้าเห็นแจ่มแจ้ง ถ้ารู้ไม่แจ่มแจ้งก็วางได้ชั่วคราวเดี๋ยวก็ยึดอีก อย่างพวกเรา แค่ความเห็น เห็นว่ากายไม่ใช่เรา ประเดี๋ยวก็เป็นเราอีกแล้ว มันวางไม่เด็ดขาด วางความเห็นผิดไม่เด็ดขาด ความยึดถือก็เหมือนกัน ตอนนี้ไม่ยึดถือกายแล้ว ประเดี๋ยวก็ยึดอีก อันนี้ยังไม่เด็ดขาด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเด็ดขาดด้วยอำนาจของอนาคามิมรรค อนาคามิมรรค ทำให้เราทำลาย ความยึดถือในกายนี้ได้เด็ดขาด เมื่อไม่ยึดในกาย ก็ไม่หลงเพลิดเพลินพอใจ ไม่หลงขุ่นข้องขัดเคือง ในร่างกาย ไม่หลงยินดี ไม่หลงยินร้าย ก็ขาดจากกามและปฏิฆะ ภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามีเป็นอย่างนั้น แล้วก็ขึ้นสู่พรหมโลก ก็ไปเป็นพรหม มีรูปบ้างไม่มีรูปบ้าง ทำไมต้องไปเป็นพรหมอีก เพราะยังยึดจิตอยู่ ไม่ยึดกายแล้ว แต่ยังยึดจิตอยู่ ถ้าเราภาวนา ไม่ต้องรอไปเป็นพรหมหรอก เราภาวนาในชีวิตนี้ พอเราปล่อยวางกายได้แล้ว เราก็เรียนรู้เข้ามาที่จิต ถึงจุดหนึ่งมันจะรู้แจ้งแทงตลอด จิตนี้คือก้อนทุกข์ จิตคือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีอะไรเลย แต่เดิมเห็นแค่ว่าจิตไม่ใช่เรา อันนั้นเป็นภูมิธรรมพระโสดาบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตรงที่เห็นรู้แจ้งแทงตลอด จิตคือก้อนทุกข์ จะเกิดอริยมรรคอริยผล ในขั้นสุดท้ายแล้ว เกิดอรหัตตมรรคอรหัตตผลขึ้น เพราะรู้แจ้งแทงตลอดในกองทุกข์แล้ว ทุกข์อยู่ที่ไหน ก็อยู่ในขันธ์ 5 อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นล่ะคือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่เรามีนี่ล่ะ เรียกอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ที่มันอยู่ในโลกุตตระ ขันธ์ในโลกุตตระ อันนั้นไม่ใช่อุปาทานขันธ์ ขันธ์อย่างที่พวกเรามีเป็นอุปาทานขันธ์ เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น มันคือก้อนทุกข์ จิตใจนี้ก็อยู่ในอุปาทานขันธ์ เป็นวิญญาณขันธ์ ก็อยู่ในกองทุกข์เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรารู้แจ่มแจ้งว่าขันธ์ 5 คือทุกข์ นั่นล่ะเรามีวิชชา เราทำลายอวิชชาได้แล้ว ทันทีที่รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง สมุทัยก็เป็นอันถูกละ ความอยากจะให้กายให้ใจเป็นสุขไม่เกิดขึ้น ความอยากให้กายให้ใจพ้นทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้งเมื่อไรก็ละสมุทัยเมื่อนั้น ละสมุทัยเมื่อไร คือหมดตัณหาเมื่อไรก็แจ้งนิโรธเลย เห็นพระนิพพาน ไม่ใช่ทำนิพพานให้เกิด นิพพานไม่เกิด นิพพานเลยไม่ดับ เราแค่ไปเห็นแจ้งนิพพานซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วตรงที่เราไปเห็นแจ้งนั่นล่ะเกิดอริยมรรคขึ้น รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือถ้าเราเห็นเข้ามาที่จิตที่ใจ เมื่อวานใครได้ฟังไหม หลวงพ่อสอนให้รู้ทันตรงที่ตัณหา ตรงที่สมุทัย เห็นร่างกายเคลื่อนไหวไป ร่างกายไม่สบาย ร่างกายไม่บ่น ใจมันไม่ชอบ ใจมันอยากให้ร่างกายดีอะไรอย่างนี้ ถ้ารู้ตรงนี้ก็จะเห็นจิตใจมันปรุงแต่งขึ้นมาด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันปรุงแต่งด้วยอำนาจของตัณหาอุปาทาน มันก็เลยเกิดการหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป นาม ขันธ์ 5 ขึ้นมา แล้วมันก็เลยทุกข์ ถ้าสติปัญญาหยั่งลงไปก็เห็น ยึดทีไรก็ทุกข์ทุกทีเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตไม่ยึด เรียกละสมุทัยได้ เป็นกลาง มีความเป็นกลางเกิดขึ้น ถ้าละสมุทัยได้เมื่อไรก็เป็นอันว่ารู้ทุกข์ แจ้งนิโรธ เจริญมรรค ธรรมะมันประณีตลึกซึ้ง ในอริยสัจ 4 มีกิจอยู่ 4 ข้อ ทุกข์ให้รู้ สมุทัยให้ละ นิโรธทำให้แจ้งมรรคทำให้เจริญ ไม่ว่าเราทำกิจตัวไหนสำเร็จ อีก 3 ตัวสำเร็จพร้อมกัน แต่ส่วนใหญ่ที่ทำได้ระดับสาวกอย่างพวกเราก็คือรู้ทุกข์ จนกระทั่งมันละสมุทัย แจ้งนิโรธ เจริญมรรคได้ ถ้าภูมิปัญญาสูงขึ้นไป เราก็จะเห็น ถ้าเราละตัณหาได้ ละสมุทัยได้ มันก็คือเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเราเห็นจิตมันปรุง มีตัณหามันปรุงขึ้นมา แล้วมันมองลงไป ร่างกายจิตใจ จริงๆ แล้วตัวจริงของมัน มันว่าง แต่ว่ามันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลาเลย มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ธาตุต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาไหม เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เหมือนลมพัดธงไหว หรือลมไหว มันก็ไหวของมัน ไม่เกี่ยวกับเรา จิตไม่ได้ไหวไปด้วย ฉะนั้นธาตุก็หมุนเวียนเกิดดับ พระอรหันต์ถึงได้แก่ ได้เจ็บ ได้ตาย เหมือนที่พวกเราเป็น จิตของท่านต่างหากที่ไม่ไหว ไม่หวั่นไหว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจริญสัมมาสติให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
ค่อยๆ ภาวนาแล้วมันจะประณีตลึกซึ้ง ละเอียดละออมากขึ้นๆ ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการฟัง ฟังแล้วเอาไปคิด ธรรมะเรียนไม่ได้ด้วยการคิด เพราะว่าปุถุชนพอฟังธรรมะเราจะเกิดการตีความธรรมะทันทีเลย ตีความเข้าข้างตัวเอง อยากเชื่ออะไรก็ตีความไปอย่างนั้น แล้วเวลาคิดพิจารณาธรรมะก็จะคิดเข้าข้างตัวเองอีก จุดที่ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง ไม่มี bias ไม่มีอคติ คือรู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ไม่มีอคติ ตัวนั้นเราถึงจะเข้าใจธรรมะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธรรมะที่หลวงพ่อมาเล่าให้พวกเราฟัง หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ แต่หลวงพ่อเรียนมาประโยคเดียว ท่านสอนบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” อันนี้เป็น intro สิ่งที่ท่านสอนก็คือ “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” เรื่องที่เล่าให้พวกเราฟังก็มาจากการอ่านจิตตนเอง แล้วก็ตรวจสอบทบทวนด้วยปริยัติ หรือตรวจสอบอยู่กับครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เอามาพูดวันหนึ่งพวกเราก็จะได้รู้ได้เห็นหรอก ภาวนาไม่เลิกก็แล้วกัน มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางไป จิตจะตั้งมั่นถ้ามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตจะเป็นกลางเมื่อมีสติรู้ทันความไม่เป็นกลาง แล้วจิตก็จะตั้งมั่นและเป็นกลาง อาศัยกำลังสติก็จะเกิดสมาธิ จิตที่มีสมาธิกับจิตตั้งมั่นแล้วมันก็เป็นกลาง ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่เป็นกลาง ความไม่เป็นกลางก็ดับ จิตก็เป็นกลาง จิตไม่ตั้งมั่นคือจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระพุทธเจ้าถึงสอน สัมมาสติ สัมมาสติเป็นสติปัฏฐาน สติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่สติอื่นๆ ถ้าเราเจริญสัมมาสติให้มาก เจริญให้มาก ทำเนืองๆ จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ เห็นไหม ท่านไม่ได้บอกว่าหายใจอย่างนั้นอย่างนี้ กำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น ท่านบอกว่าถ้าสัมมาสติเมื่อเจริญให้มาก เมื่อทำให้มากแล้ว จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านพระไตรปิฎก ใครๆ ก็อ่าน แต่พอถึงลงมือปฏิบัติ ก็ไปพยายามทำสัมมาสมาธิให้เกิดขึ้น กำหนดจิตอย่างนั้น บังคับจิตอย่างนี้ เดินท่านั้น นั่งท่านี้ ไม่ได้รู้หรอกว่าสัมมาสมาธิจริงๆ เกิดจากสติที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่างเราภาวนา จิตเราไม่เป็นกลาง เราเมื่อยอย่างนี้ จิตเราหงุดหงิด หรือจิตเราไม่สงบ เรารำคาญ ให้รู้ ไม่ใช่ไปทำให้มันสงบ จิตไม่สงบ รู้ว่ามันไม่สงบ ไม่สงบก็เรื่องของมัน ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่รู้ แล้วมันสงบเอง จิตไม่ตั้งมั่น ก็ไม่ต้องไปบังคับให้ตั้ง ถ้าบังคับให้ตั้ง มันจะแน่นๆ ไม่ต้องบังคับ ให้รู้ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตไม่ตั้งมั่น ไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตจะตั้งมั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมันก็มาจากอาศัยการเจริญสัมมาสติให้มาก มันได้สัมมาสมาธิอัตโนมัติ พอจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางแล้ว สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญา ก็จะเกิดขึ้น คือทำวิปัสสนาญาณได้ จะเห็นความจริงของรูปนามกายใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สุดท้ายสัมมาญาณะ พอทำให้มาก เจริญให้มาก สัมมาวิมุตติก็เกิดขึ้น เกิดอริยมรรคอริยผล ไม่มีใครสั่งให้จิตเกิดมรรคผลได้ จิตเกิดเอง เมื่อปัญญาของเราแก่รอบ พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ตัวนี้ต่างหาก เพราะฉะนั้นเราเจริญสติให้มาก มีสติรู้กาย มีสติรู้จิตใจอย่างที่มันเป็นให้มากๆ พอรู้แจ้งเห็นจริงเมื่อไร สมาธิก็จะเกิด ปัญญาก็จะเกิด วิมุตติก็จะเกิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ้นปีแล้ว อะไรที่ชั่วๆ ก็ให้สิ้นไป อะไรดีๆ อะไรที่ยังไม่ทำก็ทำเสีย นี่ล่ะพรที่แท้จริงล่ะ แล้วชีวิตเรามันจะประเสริฐขึ้นเรื่อยๆ อะไรที่ชั่วๆ เลิกเสีย อะไรที่ดีๆ ที่ยังไม่ได้ทำก็ทำเสีย แล้วชีวิตเราจะประเสริฐ ชีวิตเราจะดี ส่วนพรที่ขออย่างโน้นขออย่างนี้ คำว่าขอ ไม่มีนะ อย่าขี้ขอ มีแต่ต้องทำเอา ให้พรแค่นี้ล่ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช&lt;br /&gt;
วัดสวนสันติธรรม&lt;br /&gt;
31 ธันวาคม 2566&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
{{泰中对译声明}}&lt;br /&gt;
{{课程导航}}&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kelly</name></author>
	</entry>
</feed>